7) ปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องจับตามมองบทบาทของอิหร่าน โดยเฉพาะการเป็นผู้สนับสนุนหลัก ของการต่อต้านตะวันตกและอิสราเอล และความขัดแย้งจะขยายตัว จนอิหร่านต้องเข้าร่วมอย่างเปิดเผยหรือไม่
8) การต่อสู้ของฮามาส จะทำให้อิสราเอลใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่กาซา และอาจนำไปสู่การก่อการร้ายระลอกใหม่ในอนาคต ดังเช่นที่เห็นจากปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้
9) ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับฮามาสและชาวปาเลสไตน์ มีโอกาสขยายตัวได้จากปฏิบัติการทหารของทั้ง 2 ฝ่าย และอาจนำพาชาติอาหรับอื่นๆ เข้าสู่การต่อสู้ ซึ่งหากปัญหาขยายตัวมากขึ้นแล้ว จะเป็นปัจจัยที่พารัฐมหาอำนาจอื่นๆ เข้าสู่การต่อสู้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ รัสเซีย จีน และสหภาพยุโรป กล่าวคือ ภูมิภาคตะวันออกกลางจะยังคงเป็นพื้นที่สำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์
10) ปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ความหวังที่จะขยายความสัมพันธ์ ระหว่างรัฐอาหรับกับอิสราเอล เป็นไปได้ยากขึ้น จนอาจเป็นการหยุดยั้ง “การเจรจาอับราฮัม” (The Abraham Accords) ที่เริ่มในปี 2020 และปีนี้เป็นความหวังว่าซาอุดีอาระเบียจะเข้าร่วมด้วยนั้น อาจต้องยุติลง
- ปัญหาและความท้าทายในอนาคต
11) ปัญหาที่เกิดขึ้น จะยิ่งทำให้ทัศนะของคู่ขัดแย้ง ระหว่างชาวยิวกับชาวปาเลสไตน์ จะยิ่งมีเพิ่มมากขึ้น และจะทำให้การประสานรอยร้าวในอนาคต เป็นไปได้ยากมากขึ้น อันเป็นผลจากการสูญเสียขนาดใหญ่ของทั้งสองฝ่าย อันจะทำให้ความบาดหมางของประชาชนสองฝ่ายมีมากขึ้น
12) ปัญหาเฉพาะหน้าที่สำคัญคือ นอกจากการตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศอย่างหนักหน่วง ต่อเป้าหมายในกาซาแล้ว การรุกภาคพื้นดินของอิสราเอลที่ตามมา จะทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวปาเลสไตน์อย่างมาก อันอาจเป็นปัจจัยที่จะทำให้สงคราม กลายเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ยากขึ้นในอนาคตหรือไม่ และปัญหาที่ท้าทายอีกประการคือ รัฐบาลอิสราเอลจะดำเนินการอย่างไร เพื่อแก้ไขปัญหาตัวประกันชาวยิวและบุคคลสัญชาติอื่นๆ ที่ถูกฮามาสจับกุมในครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้เป็นการประเมินในเบื้องต้น และเป็นการประเมินในวันพุธที่ 11 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของสงคราม และทั้งหมดนี้ชี้ชัดว่า เรายังต้องติดตามสถานการณ์ชุดนี้ต่อไป เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นอาจนำไปสู่วิกฤตการเมืองใหญ่ในเวทีโลกได้ไม่ยากนัก!