หากพิจารณาจากวันหมดอายุแล้ว ในวันที่ 17 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันประชุมคณะรัฐมนตรี (ก่อนการหมดอายุของกฎหมายในวันที่ 19) จึงเป็นวันที่ถูกจับตามองอย่างมาก นายกรัฐมนตรีเศรษฐา จะตัดสินใจในเรื่อง พ.ร.ก.นี้อย่างไร เนื่องจาก มีเสียงคัดค้านจากบางส่วนในสังคมและในรัฐสภา โดยมีเหตุผลหลักคือ กฎหมายนี้มีผลกระทบกับชีวิตของประชาชน เช่น ในกรณีการจับกุม และตามมาด้วยการเรียกร้องให้ใช้กฎหมายปกติในพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่า ฝ่ายความมั่นคงจะเห็นต่าง เพราะพื้นที่สามจังหวัดไม่ใช่พื้นที่ปกติทางด้านความมั่นคง การจะใช้เพียงกฎหมายปกติจึงอาจเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากยังเป็นพื้นที่ ที่มีการก่อเหตุรุนแรงอย่างต่อเนื่อง
ทางเลือก
การตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด เพราะสถิติของการก่อเหตุรุนแรง ยังคงมีอยู่มาก และที่สำคัญสถานะของพื้นที่เอง ก็มีปัญหากับการใช้ชีวิตประจำวัน ของประชาชนพอสมควร ฉะนั้น ฝ่ายความมั่นคง เองด้านหนึ่งยังคงต้องการ พ.ร.ก. ฉบับนี้ต่อไป แต่ยอมรับถึงแรงกดดันที่เกิดขึ้น ซึ่งฝ่ายที่เห็นแย้ง ดังที่กล่าวแล้วว่าต้องการให้ยกเลิกการบังคับใช้ทั้งหมด ซึ่งการหาทางออกในแบบ “พบกันครึ่งทาง” แม้จะดูเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ก็ไม่ง่ายเลย
สิ่งที่ต้องระวังจากข้อเสนอให้ยกเลิก พ.ร.ก. นั้น อาจจะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎอัยการศึกอย่างเข้มงวดเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยที่เป็นผลดีต่อพื้นที่ แต่ในอีกมุม ฝ่ายเห็นแย้งอาจจะต้องให้ยกเลิกกฎหมายความมั่นคงทั้งหมดในภาคใต้ ซึ่งมีทั้งหมด 3 ฉบับ คือ
1) พ.ร.บ.กฎอัยการศึก (พ.ศ. 2547)
2) พ.ร.ก. ฉุกเฉิน (พ.ศ. 2548)
3) พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายใน (พศ. 2551)
แต่ดูเหมือนว่าภายใต้สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น รัฐยังคงต้องการมี “กฎหมายพิเศษ” เพื่อการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ อย่างไรก็ตามในทางกลับกัน เจ้าหน้าที่รัฐเองก็ต้องตระหนักว่า กฎหมายเช่นนี้ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือกลายเป็นโอกาสของการใช้อำนาจเกินกว่ากรอบทางกฎหมาย เพราะการกระทำเช่นนั้น ย่อมเป็นการละเมิดต่อหลักของ “สงครามต่อต้านการก่อความไม่สงบ” ที่การกระทำของรัฐจะต้องไม่กลายเป็นปัจจัย ของการสร้างเงื่อนไขให้สถานการณ์ความรุนแรงดำรงอยู่ และ/หรือขยายตัวในพื้นที่ ที่เป็นเป้าหมายต่อไป
ทางออกเฉพาะหน้าของฝ่ายรัฐต่อปัญหา พ.ร.ก. นี้ อาจต้องเริ่มด้วยการกระทำแบบ “3 ลด” คือ
1) ลดพื้นที่การบังคับใช้
2) ลดระดับการบังคับใช้ พร้อมกับดำเนินการโดยมีเป้าหมายที่จะก่อให้เกิด
3) ลดความรุนแรงในพื้นที่ลงให้ได้ และเมื่อความรุนแรงดังกล่าวลดลง จนถึงจุดที่ควบคุมได้แล้ว กฎหมายความมั่นคงต่างๆ จะสิ้นสภาพไปเอง
แต่ในสภาวะที่ความรุนแรงยังเกิดต่อเนื่องนั้น การปรับพื้นที่และการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะการเลิกทุกอย่างทันที ย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาในพื้นที่อีกแบบ และอาจเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองและความมั่นคงที่ผิดพลาดว่า รัฐบาลไทยกำลังถอยตัวเองออกจากพื้นที่ดังกล่าว
อนาคต
ถ้ารัฐบาลเลือกหนทางที่ไม่ใช่การ “ยกเลิกทุกอย่าง” ก็จะต้องให้ความมั่นใจถึงปรับการใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ชุดใหม่ อีกทั้งยังอาจต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ทั้งไทยพุทธและมุสลิมในเรื่องนี้ และทั้งจะต้องมีกระบวนตรวจสอบ และทบทวนการใช้กฎหมายเหล่านี้ เพื่อจะเป็นคำตอบในอนาคตว่า พื้นที่ใดที่ไม่มีความจำเป็นทางด้านความมั่นคงแล้ว รัฐบาลจะยุติการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อเป็นสัญญาณถึงการกลับสู่ “ความเป็นปกติของพื้นที่” นั้นๆ และจะต้องยอมรับอีกด้วยว่า การคืนพื้นที่ดังกล่าว จะเป็นสัญญาณของความสำเร็จของรัฐบาลในการแก้ปัญหา และฝ่ายรัฐจะต้องเร่งสร้างพื้นที่ปกติเช่นนี้ให้ได้
ฉะนั้น การตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้ จึงเป็นความท้าทายต่อทิศทางการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน เป็นอย่างยิ่ง!
ข้อมูลเพิ่มเติม
สรุปเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากมีการต่ออายุขยายเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ครั้งล่าสุด นับตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.66 เป็นเวลา 1 เดือน และจะครบเวลาวันที่ 19 ต.ค.ที่จะถึงนี้ ผ่านมา 17 วัน (20 ก.ย.-7 ต.ค.66) เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบรวมทั้งหมด 18 เหตุการณ์ แยกเป็น
- เหตุใช้อาวุธปืนยิงฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ และยิงประชาชนชาวบ้าน 11 เหตุการณ์
- เหตุระเบิด (ไปป์บอมบ์, ระเบิดแบบวาง และกับระเบิด) รวม 7 เหตุการณ์
- มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 19 ราย
รวมเหตุรุนแรงทุกประเภทเฉลี่ยมากกว่าวันละ 1 เหตุการณ์