เนชั่นทีวี

การเมือง

วัดใจรัฐบาล "ต่อ หรือ เลิก" พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

09 ต.ค. 2566 | ศ.กิตติคุณดร.สุรชาติ บำรุงสุข

วัดใจรัฐบาล "ต่อ หรือ เลิก" พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

"รัฐบาลไทย" จะเอาอย่างไรกับปัญหาของ "พระราชกำหนดฉุกเฉิน" ที่ประกาศออกใช้ เพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐและเจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง ในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้? หลังจากต่ออายุขยายเวลาการใช้มาถึง 73 ครั้ง รวมเวลากว่า 18 ปี

ประเด็นนี้เป็นหนึ่งในปัญหา ที่เป็นข้อถกเถียงใหญ่ในปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ … รัฐบาลควรจะยังคง “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ไว้ต่อไปหรือไม่? … ปัญหานี้เป็นหัวข้อของการถกเถียงของหลายๆ ฝ่ายมาโดยตลอดในหลายเวที และเป็นปัญหาที่ยังไม่มีข้อยุติที่เป็นความเห็นร่วมกันแต่อย่างใด

ปัญหา

หากย้อนกลับไปสู่จุดกำเนิด “พ.ร.ก.ใต้” นั้น จะเห็นได้ว่ากฎหมายนี้ เป็นผลผลิตของสถานการณ์ความรุนแรงหลังเหตุการณ์การปล้นปืนที่ “ค่ายปิเหล็ง” ในตำบลปิเหล็ง อำเภอเจาะไอร้อง จังหวัดนราธิวาส ในค่ำคืนวันที่ 4 มกราคม 2547 ตามรายงานที่ปรากฏนั้น มีอาวุธปืนที่ถูกปล้นเป็นจำนวนมากถึง 413 กระบอก และการบุกที่เกิดขึ้นมีรายงานว่าใช้ระยะเวลาประมาณ 20 กว่านาทีเท่านั้น อันเป็นการปฎิบัติการทางทหารในแบบที่เป็นระบบ และผู้ปฎิบัติการน่าจะได้รับการฝึกเป็นอย่างดี

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ในคืนที่มีการบุกปล้นค่ายทหาร ยังมีปฎิบัติการเพื่อดึงความสนใจของเจ้าหน้าที่ ด้วยการก่อเหตุในจังหวัดยะลา และปัตตานี ในเวลาเดียวกัน หากมองในมิติความมั่นคงแล้ว ต้องยอมรับว่า การก่อเหตุในระยะเวลาต่อมามีลักษณะของ “การยกระดับ” ในแต่ละช่วงเวลาอย่างชัดเจน และผู้ก่อเหตุได้รับการฝึกทางยุทธวิธีอย่างชัดเจน

เมื่อเผชิญกับสถานการณ์การก่อความไม่สงบ (insurgency) ด้วยกำลังอาวุธ สิ่งที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ดำเนินการในวันถัดมา คือ การออกประกาศ “กฎอัยการศึก” เพื่อรองรับต่อสถานการณ์ความมั่นคงใหม่หลังการปล้นปืน โดยกฎหมายนี้จะครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส สภาวะเช่นนี้บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า สังคมไทยเผชิญความรุนแรงชุดใหม่ในยุคหลังสงครามคอมมิวนิสต์ หรืออาจกล่าวในมิติทางทหารได้ว่า สงครามชุดเก่าของสังคมไทยในยุคสงครามเย็นจบลง และสงครามชุดใหม่เริ่มขึ้นในภาคใต้

แต่ต่อมา เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคง ต้องการกฎหมายเพิ่มเติม เพื่อเอื้อในเรื่องของการจับกุม จึงได้มีการประกาศใช้ “พระราชกำหนดฉุกเฉิน” ในวันที่ 20 กรกฎาคม 2548 และเชื่อว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นทางออกที่จะทำให้เกิดการจับกุมผู้ก่อเหตุได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการขอหมายจับจากศาล และจะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้กับการก่อเหตุในพื้นที่ เพราะจะสามารถเข้าควบคุมตัวได้อย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลต้องแก้ปัญหาในอีกด้าน ที่จะไม่ให้ฝ่ายความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ใช้อำนาจอย่างไม่มีกรอบเวลา ดังนั้น พ.ร.ก.ดังกล่าว จึงถูกกำหนดให้ต่ออายุทุก 3 เดือน และจะต้องขอขยายเวลาการใช้ด้วยการออกเป็น “มติคณะรัฐมนตรี” ว่าที่จริง ก็มีข้อถกเถียงเรื่องเวลาอย่างมากในขณะนั้น เพราะฝ่ายความมั่นคงเองมองว่า 3 เดือนสั้นเกินไป แต่รัฐบาลยืนยันในกรอบการขยายเวลาที่ 3 เดือน แต่กระนั้น พ.ร.ก.นี้ตกเป็นเป้าหมายวิจารณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับเสียงเรียกร้องจากบางภาคส่วนในสังคมที่ต้องการให้ยกเลิก

นับจากการประกาศใช้ในปี 2548 ทุก ๆ 3 เดือน จะมีข่าวถึงการต่ออายุกฎหมายนี้มาโดยตลอด และการต่ออายุครั้งล่าสุด เกิดขึ้นด้วยมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 13 มิถุนายน 2566 ซึ่งจะทำให้สามารถใช้ พ.ร.ก.นี้ ในช่วงวันที่ 20 มิถุนายน ถึงวันที่ 19 กันยายน 2566 และต่อมาในวันที่ 18 กันยายน มติคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ได้มีการขยายเวลาอีกครั้ง แต่แปลกที่เป็นการต่ออายุเพียง 1 เดือนเท่านั้น ซึ่งต่างจากทุกครั้งในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งเท่ากับ พ.ร.ก. นี้จะมีอายุจากวันที่ 20 กันยายน ถึงเวลาเที่ยงคืนวันที่ 19 ตุลาคม 2566

หากพิจารณาจากวันหมดอายุแล้ว ในวันที่ 17 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันประชุมคณะรัฐมนตรี (ก่อนการหมดอายุของกฎหมายในวันที่ 19) จึงเป็นวันที่ถูกจับตามองอย่างมาก นายกรัฐมนตรีเศรษฐา จะตัดสินใจในเรื่อง พ.ร.ก.นี้อย่างไร เนื่องจาก มีเสียงคัดค้านจากบางส่วนในสังคมและในรัฐสภา โดยมีเหตุผลหลักคือ กฎหมายนี้มีผลกระทบกับชีวิตของประชาชน เช่น ในกรณีการจับกุม และตามมาด้วยการเรียกร้องให้ใช้กฎหมายปกติในพื้นที่ ซึ่งแน่นอนว่า ฝ่ายความมั่นคงจะเห็นต่าง เพราะพื้นที่สามจังหวัดไม่ใช่พื้นที่ปกติทางด้านความมั่นคง การจะใช้เพียงกฎหมายปกติจึงอาจเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากยังเป็นพื้นที่ ที่มีการก่อเหตุรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ทางเลือก

การตัดสินใจของรัฐบาลในเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด เพราะสถิติของการก่อเหตุรุนแรง ยังคงมีอยู่มาก และที่สำคัญสถานะของพื้นที่เอง ก็มีปัญหากับการใช้ชีวิตประจำวัน ของประชาชนพอสมควร ฉะนั้น ฝ่ายความมั่นคง เองด้านหนึ่งยังคงต้องการ พ.ร.ก. ฉบับนี้ต่อไป แต่ยอมรับถึงแรงกดดันที่เกิดขึ้น ซึ่งฝ่ายที่เห็นแย้ง ดังที่กล่าวแล้วว่าต้องการให้ยกเลิกการบังคับใช้ทั้งหมด ซึ่งการหาทางออกในแบบ “พบกันครึ่งทาง” แม้จะดูเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ก็ไม่ง่ายเลย

สิ่งที่ต้องระวังจากข้อเสนอให้ยกเลิก พ.ร.ก. นั้น อาจจะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎอัยการศึกอย่างเข้มงวดเพิ่มมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งไม่ใช่ปัจจัยที่เป็นผลดีต่อพื้นที่ แต่ในอีกมุม ฝ่ายเห็นแย้งอาจจะต้องให้ยกเลิกกฎหมายความมั่นคงทั้งหมดในภาคใต้ ซึ่งมีทั้งหมด 3 ฉบับ คือ

     1) พ.ร.บ.กฎอัยการศึก (พ.ศ. 2547)

     2) พ.ร.ก. ฉุกเฉิน (พ.ศ. 2548)

     3) พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายใน (พศ. 2551)

แต่ดูเหมือนว่าภายใต้สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น รัฐยังคงต้องการมี “กฎหมายพิเศษ” เพื่อการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ อย่างไรก็ตามในทางกลับกัน เจ้าหน้าที่รัฐเองก็ต้องตระหนักว่า กฎหมายเช่นนี้ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนั้น ไม่ได้มีไว้เพื่อเปิดโอกาสให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือกลายเป็นโอกาสของการใช้อำนาจเกินกว่ากรอบทางกฎหมาย เพราะการกระทำเช่นนั้น ย่อมเป็นการละเมิดต่อหลักของ “สงครามต่อต้านการก่อความไม่สงบ” ที่การกระทำของรัฐจะต้องไม่กลายเป็นปัจจัย ของการสร้างเงื่อนไขให้สถานการณ์ความรุนแรงดำรงอยู่ และ/หรือขยายตัวในพื้นที่ ที่เป็นเป้าหมายต่อไป

ทางออกเฉพาะหน้าของฝ่ายรัฐต่อปัญหา พ.ร.ก. นี้ อาจต้องเริ่มด้วยการกระทำแบบ “3 ลด” คือ

     1) ลดพื้นที่การบังคับใช้

     2) ลดระดับการบังคับใช้ พร้อมกับดำเนินการโดยมีเป้าหมายที่จะก่อให้เกิด

     3) ลดความรุนแรงในพื้นที่ลงให้ได้ และเมื่อความรุนแรงดังกล่าวลดลง จนถึงจุดที่ควบคุมได้แล้ว กฎหมายความมั่นคงต่างๆ จะสิ้นสภาพไปเอง

แต่ในสภาวะที่ความรุนแรงยังเกิดต่อเนื่องนั้น การปรับพื้นที่และการบังคับใช้กฎหมายความมั่นคง น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะการเลิกทุกอย่างทันที ย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาในพื้นที่อีกแบบ และอาจเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองและความมั่นคงที่ผิดพลาดว่า รัฐบาลไทยกำลังถอยตัวเองออกจากพื้นที่ดังกล่าว

อนาคต

ถ้ารัฐบาลเลือกหนทางที่ไม่ใช่การ “ยกเลิกทุกอย่าง” ก็จะต้องให้ความมั่นใจถึงปรับการใช้กฎหมายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ชุดใหม่ อีกทั้งยังอาจต้องทำความเข้าใจกับพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ทั้งไทยพุทธและมุสลิมในเรื่องนี้ และทั้งจะต้องมีกระบวนตรวจสอบ และทบทวนการใช้กฎหมายเหล่านี้ เพื่อจะเป็นคำตอบในอนาคตว่า พื้นที่ใดที่ไม่มีความจำเป็นทางด้านความมั่นคงแล้ว รัฐบาลจะยุติการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว เพื่อเป็นสัญญาณถึงการกลับสู่ “ความเป็นปกติของพื้นที่” นั้นๆ และจะต้องยอมรับอีกด้วยว่า การคืนพื้นที่ดังกล่าว จะเป็นสัญญาณของความสำเร็จของรัฐบาลในการแก้ปัญหา และฝ่ายรัฐจะต้องเร่งสร้างพื้นที่ปกติเช่นนี้ให้ได้

ฉะนั้น การตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีในเรื่องนี้ จึงเป็นความท้าทายต่อทิศทางการแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน เป็นอย่างยิ่ง!

ข้อมูลเพิ่มเติม

สรุปเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หลังจากมีการต่ออายุขยายเวลา พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ครั้งล่าสุด นับตั้งแต่วันที่ 20 ก.ย.66 เป็นเวลา 1 เดือน และจะครบเวลาวันที่ 19 ต.ค.ที่จะถึงนี้ ผ่านมา 17 วัน (20 ก.ย.-7 ต.ค.66) เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบรวมทั้งหมด 18 เหตุการณ์ แยกเป็น

- เหตุใช้อาวุธปืนยิงฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ และยิงประชาชนชาวบ้าน 11 เหตุการณ์
- เหตุระเบิด (ไปป์บอมบ์, ระเบิดแบบวาง และกับระเบิด) รวม 7 เหตุการณ์
- มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 19 ราย
รวมเหตุรุนแรงทุกประเภทเฉลี่ยมากกว่าวันละ 1 เหตุการณ์

 

ข่าวล่าสุด