เนชั่นทีวี

การเมือง

"เท่าพิภพ-วิโรจน์" เหน็บ "นายกฯ" ตั้ง "บิ๊กต่อ" พร้อมชำแหละปัญหาตำรวจ

28 ก.ย. 2566 | tinakit_rat

"เท่าพิภพ-วิโรจน์" เหน็บ "นายกฯ" ตั้ง "บิ๊กต่อ" พร้อมชำแหละปัญหาตำรวจ

“เท่าพิภพ” เหน็บ "นายกฯ" เลือก "บิ๊กต่อ" ให้ความหวัง ตร.ชั้นผู้น้อยโตเร็ว ชำแหละปัญหาตำรวจ ต้องมีตั๋วช้าง-ตามนาย-ขายเพื่อน ด้าน"วิโรจน์" ลั่น ตำรวจกลายเป็นลูกกระจ๊อกผู้มีอำนาจ เรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาทั้งระบบ เพราะปัญหาที่ตำรวจมีตอนนี้หนักกว่าคำว่า "สังคายนา"

28 กันยายน 2566 ที่อาคารรัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระญัตติด่วนด้วยวาจา เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกันเสนอวิธีแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในองค์กรสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคก้าวไกล ได้อภิปรายการแก้ปัญหาการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)ว่า เป็นความรู้สึกในใจของตนประมาณ 2-3 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ที่ได้ประชุมกับหน่วยราชการต่างๆ เพื่อแจ้งข่าวและรับข้อร้องเรียน ตนได้คุยกับสารวัตรท่านหนึ่ง ทำงานด้านสายตรวจ สารวัตรคนนี้บ่นว่า ตำรวจรับเรื่อง 1,800 อย่าง แต่มีสายตรวจแค่คนเดียว ตนจึงถามว่า ตำรวจหายไปไหนหมด ซึ่งตนงง และก็เชื่อว่ามีตำรวจหายไปกับการตามนายบ้างอยู่แล้ว

“ผมฟังข่าวเช้าช่อง 3 รายการคุณสรยุทธ (สุทัศนะจินดา) ขออนุญาตอ่านตามข่าวการแต่งตั้ง ผบ.ตร. นายกฯให้เหตุผลว่าแคนดิเดต ผบ.ตร.ทั้ง 4 ท่านมีอาวุโสในทางราชการ และการขึ้นสู่ตำแหน่งบริหารที่แตกต่างกันไม่มากนัก ทุกคนมีความรู้ความสามารถเท่าเทียมกัน ผ่านงานมาทุกรูปแบบแต่ ผบ.ตร.คนใหม่ จะต้องทำงานสนองนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับสถาบัน ถึงมั่นใจว่า พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล สามารถทำงานส่วนนี้ได้ดี ผมก็เกิดเป็นความเอ๊ะ ทำให้ต้องอภิปรายตรงนี้” นายเท่าพิภพ กล่าว

เท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม. พรรคก้าวไกล

นายเท่าพิภพ กล่าวต่อ สิ่งที่นายกรัฐมนตรีบอกว่า ประสบการณ์เท่าๆกัน จึงตั้งคำถามว่าจริงหรือไม่ จึงไปหาข้อมูล ซึ่งขอยกตัวอย่าง คนที่อาวุโสที่สุด พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ มีอายุงานจากผู้กำกับ จนมาเป็นรองผบ.ตร. 21 ปี ส่วน พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ผบ.ตร. คนปัจจุบันขึ้นจากผู้กำกับมาเป็น ผบ.ตร. ใช้เวลาเพียง 6 ปีเท่านั้น

“ผมต้องขอบคุณท่านนายกฯ ที่เลือกท่านต่อศักดิ์ เป็นความหวังให้ตำรวจชั้นผู้น้อยเป็นอย่างยิ่ง ว่าวันหนึ่ง เขาจะสามารถเจริญเติบโตในหน้าที่การงานได้ไวขนาดนี้ ผมขอบคุณท่านนายกฯจริงๆ” นายเท่าพิภพ กล่าว

นายเท่าพิภพ กล่าวต่อ ปัญหาตำรวจมีทั้งเรื่องตั๋วช้าง ตามนาย ขายเพื่อน พร้อมไล่เรียงว่า กว่าจะเป็นตำรวจยศสูงๆ ต้องผ่านการตามนาย เหยียบหัวเพื่อน ใส่ร้ายเพื่อน ตำรวจระดับล่าง ถ้าไม่มีเงินก็อยู่แบบนั้น ไม่มีเส้นก็อยู่ สน.เป็นนายดาบจนเกษียณ สุดท้ายประชาชนไม่ได้อยู่ในสมการ ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย  ตนจึงอยากเสนอว่า ถ้าเราจะเริ่มแก้ปัญหา ต้องเอาประชาชนเป็นที่ตั้ง มองว่าควรให้อำนาจท้องถิ่นเหมือนในต่างประเทศ ที่ให้อำนาจ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.)จัดการ

วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล

ขณะที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล อภิปราย ญัตติด่วนด้วยว่า นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่า คำว่า “ปฏิรูป” ให้ใช้คำว่า “พัฒนาร่วมกัน” กับทหาร ล่าสุดกับตำรวจ คำว่า “สังคายนา” ไม่ใช่คำเชิงลบ แต่นายกรัฐมนตรีก็บอกว่า ให้หลีกเลี่ยงดีกว่าให้ใช้คำว่า “แก้ไปทีละเรื่องไป” สะท้อนว่า วันนี้นายกฯอาจจะยังไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง หรืออาจจะเห็นแล้ว แต่ไม่ยอมรับกับความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น และไม่ใช่ความผิดของนายกฯ แต่ในการอภิปรายวันนี้(28 ก.ย.) ตนคิดว่านายกจะได้ใช้ประโยชน์ ปรับแผนปรับวิธีดำเนินการจัดการ กับตำรวจให้ดีขึ้น

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ ที่ปรากฏตำรวจข้าราชการระดับสูง มีการกล่าวหาใส่ความใส่ร้ายกันไปมา แทนที่จะไปจับโจรก็กลายเป็นว่า ตำรวจมาไล่จับกันเอง และเป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก ที่มีการเอาตำรวจคอมมานโดอาวุธครบมือเข้าไปค้นบ้านรองผบ.ตร. ที่อยู่บริเวณสโมสรตำรวจ ทุกคนรู้หมดว่าบ้านหลังไหน ตำรวจคนไหนอาศัยอยู่ แต่ปรากฏว่าอดีตผบ. ตร.ไม่รู้ ผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ ก็บอกไม่รู้ แต่เอาอาวุธครบมือไปค้น ในขณะที่บ้านผู้มีอิทธิพลในจังหวัดนครปฐม พบตำรวจระดับผู้การ ตำรวจชั้นยศสูงๆ ไปกุมเป้าร้องเพลง Happy Birthday ภาพแบบนี้สะท้อนถึงความผิดปกติ ต้องใช้คำที่แรงกว่าคำว่า “สังคายนา” ด้วยซ้ำ แต่นายกฯ ก็ยังบอกว่าหลีกเลี่ยงก่อนให้แก้ไปทีละเรื่อง แต่หลายเรื่องแน่ๆ

ทั้งนี้ ประชาชนก็หน่ายใจ ที่อาชญากรรมสำคัญที่ประชาชนได้รับผลกระทบในวงกว้าง เช่น การพนันออนไลน์, ยาเสพติด, การค้ามนุษย์, แรงงานข้ามชาติ รวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเรื่องส่วย ทั้งรถบรรทุก 20,000 กว่าล้านบาท , ส่วยสถานบันเทิงก็หนักเอาการ และเรื่องน้ำมันเถื่อนที่จังหวัดสมุทรปราการ ที่ยังสืบเรื่องนี้กันอยู่ อาชญากรรมร้ายแรงทั้งหมดเหล่านี้มีตำรวจบางนาย บางกลุ่มเข้าไปเกี่ยวข้องและไม่ควรใช้คำว่าตำรวจด้วยซ้ำเพราะมีพฤติกรรม เข้าข่ายอั้งยี่ซ่องโจร ทำเอาเรื่องตั้งด่าน, บ่อนวิ่ง เป็นเรื่องเล็กไปเลยในปัจจุบัน

"หากไปที่ไหนแล้วถูกตำรวจรีดไถโดยตรงถือว่าโชคดี เพราะตำรวจคนนั้นยังอยู่ที่จุดยอดบนสุดของห่วงโซ่อาหาร แต่ถ้าเกิดตำรวจจะรีดไถแล้วให้เบอร์โทรศัพท์มา และปรากฏว่าเบอร์นั้นเป็นคนใกล้ชิดกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ แสดงว่าตำรวจตกอยู่ในสถานะลูกกระจ๊อก ของผู้มีอิทธิพลหรือมาเฟียท่านนั้นแล้ว ถ้ามาเฟียคนนั้นไม่ใช่ชื่อเป็นคนไทย ก็แสดงว่าแม้แต่เจ้าพ่อไทย ก็ศิโรราบให้กลับมาเฟียข้ามชาติ พวกทุนสีเทาจากต่างประเทศไปเรียบร้อยแล้ว"

วันนี้ผู้มีอิทธิพลได้มีการแปลงเปลี่ยนสภาพ กลายเป็นสปอนเซอร์ ให้กับตำรวจระดับบังคับบัญชา จนได้ตำรวจคนนั้นมาเป็นลูกน้อง คำว่า ปราบปราม นายกฯอย่าใช้คำนี้ให้บ่อยนัก อย่าเรียกว่าจะต้องทำ Back List ที่ดูเหมือนขึงขัง แต่ตอนยืนยันว่าไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการเรียกให้เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย เข้ามาศิโรราบและเป็นการเชื่อมให้ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เข้ามาที่อำนาจส่วนกลาง แล้วตำรวจดีๆที่เป็นระดับผู้บังคับบัญชา, ผู้บังคับการตำรวจจังหวัดต่างๆ, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ ที่เคยเอาอยู่จะเอาไม่อยู่ เพราะเจ้าพ่อเหล่านี้เชื่อมกับอำนาจส่วนกลางได้ แล้วจะได้อำนาจสำคัญที่จะได้มาอวดเก่งในพื้นที่ และสยายปีกยิ่งกว่าเดิม สุดท้ายจะใช้ตำรวจ ที่เป็นลูกกระจ๊อกเหล่านั้น จับเจ้าพ่อที่เป็นคู่แข่ง และ Black list จะเต็มไปด้วยเจ้าพ่อที่เป็นคู่แข่งเจ้าพ่อตัวจริง และเมื่อเจ้าพ่อที่เป็นคู่แข่งขันถูกเคลียร์ถูกล้างบาง จังหวัดนั้น จะถูกครอบงำโดยเจ้าพ่อคนนั้น และตำรวจที่เป็นลูกสมุน

ดังนั้น การแก้ไขปัญหานี้ตนคิดว่าการปฏิรูปตำรวจหลายคนพูดไปแล้ว แต่เสรีภาพของสื่อมวลชนก็ต้องแก้ , กฎหมายที่ตำรวจบางนายเอามาใช้รีดไถ เอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนผูกขาดก็ต้องแก้ ,โทษที่ไม่สมสัดส่วนก็ต้องทบทวน ,การกระจายอำนาจก็ต้องทำ , ความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูล การปกป้องผู้ให้เบาะแสการทุจริตก็ต้องจริงจังถึงจะจัดการได้ ถึงที่สุดถ้าการปราบปรามสำเร็จ และแก้ปัญหาได้ คนที่มีอำนาจเป็นรัฐฐาธิปัตย์ มีมาตรา 44 ต้องแก้ได้แล้ว

แต่ที่ผ่านมา 9 ปี ที่ผ่านมาคนที่มีมาตรา 44 ยาบ้าก็เห็นแล้วว่าเม็ดละ 5 บาท การพนันออนไลน์ก็เต็มไปหมดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็โทรหลอกประชาชน ดังนั้นตนจึงคิดว่า อยากให้รัฐบาลให้ความสนใจมากกว่านี้ และมั่นใจว่ารายงานที่จะส่งให้รัฐบาลอย่างเดียวไม่พอ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสส.จะเห็นด้วย กับการที่คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ และการปฏิรูปประเทศเข้ามาจัดการกับปัญหานี้ด้วย

ข่าวล่าสุด