ขณะที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส. บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล อภิปราย ญัตติด่วนด้วยว่า นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่า คำว่า “ปฏิรูป” ให้ใช้คำว่า “พัฒนาร่วมกัน” กับทหาร ล่าสุดกับตำรวจ คำว่า “สังคายนา” ไม่ใช่คำเชิงลบ แต่นายกรัฐมนตรีก็บอกว่า ให้หลีกเลี่ยงดีกว่าให้ใช้คำว่า “แก้ไปทีละเรื่องไป” สะท้อนว่า วันนี้นายกฯอาจจะยังไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง หรืออาจจะเห็นแล้ว แต่ไม่ยอมรับกับความรุนแรงของปัญหาที่เกิดขึ้น และไม่ใช่ความผิดของนายกฯ แต่ในการอภิปรายวันนี้(28 ก.ย.) ตนคิดว่านายกจะได้ใช้ประโยชน์ ปรับแผนปรับวิธีดำเนินการจัดการ กับตำรวจให้ดีขึ้น
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ ที่ปรากฏตำรวจข้าราชการระดับสูง มีการกล่าวหาใส่ความใส่ร้ายกันไปมา แทนที่จะไปจับโจรก็กลายเป็นว่า ตำรวจมาไล่จับกันเอง และเป็นเรื่องที่ผิดปกติมาก ที่มีการเอาตำรวจคอมมานโดอาวุธครบมือเข้าไปค้นบ้านรองผบ.ตร. ที่อยู่บริเวณสโมสรตำรวจ ทุกคนรู้หมดว่าบ้านหลังไหน ตำรวจคนไหนอาศัยอยู่ แต่ปรากฏว่าอดีตผบ. ตร.ไม่รู้ ผู้บัญชาการตำรวจไซเบอร์ ก็บอกไม่รู้ แต่เอาอาวุธครบมือไปค้น ในขณะที่บ้านผู้มีอิทธิพลในจังหวัดนครปฐม พบตำรวจระดับผู้การ ตำรวจชั้นยศสูงๆ ไปกุมเป้าร้องเพลง Happy Birthday ภาพแบบนี้สะท้อนถึงความผิดปกติ ต้องใช้คำที่แรงกว่าคำว่า “สังคายนา” ด้วยซ้ำ แต่นายกฯ ก็ยังบอกว่าหลีกเลี่ยงก่อนให้แก้ไปทีละเรื่อง แต่หลายเรื่องแน่ๆ
ทั้งนี้ ประชาชนก็หน่ายใจ ที่อาชญากรรมสำคัญที่ประชาชนได้รับผลกระทบในวงกว้าง เช่น การพนันออนไลน์, ยาเสพติด, การค้ามนุษย์, แรงงานข้ามชาติ รวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และเรื่องส่วย ทั้งรถบรรทุก 20,000 กว่าล้านบาท , ส่วยสถานบันเทิงก็หนักเอาการ และเรื่องน้ำมันเถื่อนที่จังหวัดสมุทรปราการ ที่ยังสืบเรื่องนี้กันอยู่ อาชญากรรมร้ายแรงทั้งหมดเหล่านี้มีตำรวจบางนาย บางกลุ่มเข้าไปเกี่ยวข้องและไม่ควรใช้คำว่าตำรวจด้วยซ้ำเพราะมีพฤติกรรม เข้าข่ายอั้งยี่ซ่องโจร ทำเอาเรื่องตั้งด่าน, บ่อนวิ่ง เป็นเรื่องเล็กไปเลยในปัจจุบัน
"หากไปที่ไหนแล้วถูกตำรวจรีดไถโดยตรงถือว่าโชคดี เพราะตำรวจคนนั้นยังอยู่ที่จุดยอดบนสุดของห่วงโซ่อาหาร แต่ถ้าเกิดตำรวจจะรีดไถแล้วให้เบอร์โทรศัพท์มา และปรากฏว่าเบอร์นั้นเป็นคนใกล้ชิดกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ แสดงว่าตำรวจตกอยู่ในสถานะลูกกระจ๊อก ของผู้มีอิทธิพลหรือมาเฟียท่านนั้นแล้ว ถ้ามาเฟียคนนั้นไม่ใช่ชื่อเป็นคนไทย ก็แสดงว่าแม้แต่เจ้าพ่อไทย ก็ศิโรราบให้กลับมาเฟียข้ามชาติ พวกทุนสีเทาจากต่างประเทศไปเรียบร้อยแล้ว"
วันนี้ผู้มีอิทธิพลได้มีการแปลงเปลี่ยนสภาพ กลายเป็นสปอนเซอร์ ให้กับตำรวจระดับบังคับบัญชา จนได้ตำรวจคนนั้นมาเป็นลูกน้อง คำว่า ปราบปราม นายกฯอย่าใช้คำนี้ให้บ่อยนัก อย่าเรียกว่าจะต้องทำ Back List ที่ดูเหมือนขึงขัง แต่ตอนยืนยันว่าไม่ใช่การแก้ปัญหา แต่เป็นการเรียกให้เจ้าพ่อผู้มีอิทธิพลทั้งหลาย เข้ามาศิโรราบและเป็นการเชื่อมให้ผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เข้ามาที่อำนาจส่วนกลาง แล้วตำรวจดีๆที่เป็นระดับผู้บังคับบัญชา, ผู้บังคับการตำรวจจังหวัดต่างๆ, ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาคต่างๆ ที่เคยเอาอยู่จะเอาไม่อยู่ เพราะเจ้าพ่อเหล่านี้เชื่อมกับอำนาจส่วนกลางได้ แล้วจะได้อำนาจสำคัญที่จะได้มาอวดเก่งในพื้นที่ และสยายปีกยิ่งกว่าเดิม สุดท้ายจะใช้ตำรวจ ที่เป็นลูกกระจ๊อกเหล่านั้น จับเจ้าพ่อที่เป็นคู่แข่ง และ Black list จะเต็มไปด้วยเจ้าพ่อที่เป็นคู่แข่งเจ้าพ่อตัวจริง และเมื่อเจ้าพ่อที่เป็นคู่แข่งขันถูกเคลียร์ถูกล้างบาง จังหวัดนั้น จะถูกครอบงำโดยเจ้าพ่อคนนั้น และตำรวจที่เป็นลูกสมุน
ดังนั้น การแก้ไขปัญหานี้ตนคิดว่าการปฏิรูปตำรวจหลายคนพูดไปแล้ว แต่เสรีภาพของสื่อมวลชนก็ต้องแก้ , กฎหมายที่ตำรวจบางนายเอามาใช้รีดไถ เอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนผูกขาดก็ต้องแก้ ,โทษที่ไม่สมสัดส่วนก็ต้องทบทวน ,การกระจายอำนาจก็ต้องทำ , ความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูล การปกป้องผู้ให้เบาะแสการทุจริตก็ต้องจริงจังถึงจะจัดการได้ ถึงที่สุดถ้าการปราบปรามสำเร็จ และแก้ปัญหาได้ คนที่มีอำนาจเป็นรัฐฐาธิปัตย์ มีมาตรา 44 ต้องแก้ได้แล้ว
แต่ที่ผ่านมา 9 ปี ที่ผ่านมาคนที่มีมาตรา 44 ยาบ้าก็เห็นแล้วว่าเม็ดละ 5 บาท การพนันออนไลน์ก็เต็มไปหมดแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็โทรหลอกประชาชน ดังนั้นตนจึงคิดว่า อยากให้รัฐบาลให้ความสนใจมากกว่านี้ และมั่นใจว่ารายงานที่จะส่งให้รัฐบาลอย่างเดียวไม่พอ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสส.จะเห็นด้วย กับการที่คณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ และการปฏิรูปประเทศเข้ามาจัดการกับปัญหานี้ด้วย