ทั้งนี้ ผู้ต้องหาทั้ง 4 รายได้ให้การรับสารภาพ และให้การเป็นประโยชน์ โดยให้ข้อมูลว่า ได้ค่าจ้างในการขนยาบ้าคนละ 4.5 แสน โดย 4 คนรวมกันได้ค่าจ้าง 1.8 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าจ้างขนเฮโรอีน ส่วนแฮปปี้วอเตอร์ ได้ค่าจ้างเป็นส่วนแบ่ง 10% จากยอดขาย ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้เร่งสั่งการให้ขยายผลไปยังปลายทางต่อไป
เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การว่ามีการจำหน่ายยาเสพติดภายในประเทศให้กับกลุ่มผู้เสพ รวมไปถึงสถานบันเทิงในพื้นที่ด้วย ส่วนต้นทางของยาเสพติด มาจากประเทศเพื่อนบ้านทางภาคเหนือ โดยเข้ามาทางช่องทางธรรมชาติ
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กล่าวว่า การจับกุมในครั้งนี้ ไม่ใช่การจัดฉาก หลัง ก.ตร.มีมติให้เป็น ผบ.ตร.คนที่ 14 แต่อาชญากรรม สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ซึ่งเมื่อเกิดขึ้น ตำรวจก็มีหน้าที่ตัดโอกาส ในการกระทำความผิดทันที คนร้ายไม่ได้มาบอกว่าจะขนยาวันไหน
ซึ่งเมื่อคืนนี้ ผบช.น.โทรศัพท์มาแจ้งว่ามีเหตุเกิดขึ้น เมื่อรับโทรศัพท์ ได้โทรไปแจ้งกับพล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร. ที่รับผิดชอบงานเกี่ยวกับยาเสพติด แต่ทาง พล.ต.อ.ชินภัทรติดภารกิจ จึงมอบหมายให้ตนไปแทน
พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ระบุอีกว่า การจับกุมครั้งนี้ แม้เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดนครปฐม ขอให้อย่าไปโยงถึงกรณีกำนันนก ใครทำคดีไหนก็ชัดเจน ต้องไปถามที่คนนั้น พร้อมย้ำว่าตนเอง ดูในเรื่องของงานป้องกันปราบปราม ซึ่งเรื่องยาเสพติดก็ถือเป็นส่วนหนึ่งอยู่แล้ว โดยที่ผ่านมาตนเองได้ทำเรื่องชุมชนยั่งยืนมานานแล้ว คือเข้าไปแก้ไขปัญหายาเสพติดในชุมชน ไม่ได้เพิ่งมาทำตอนที่มีผลการคัดเลือกผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ในการที่จะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะเน้นนโยบายหลักเรื่องยาเสพติดใช่หรือไม่ พลตำรวจเอกต่อศักดิ์ ตอบว่า เรื่องยาเสพติด เป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลได้กำชับอยู่แล้ว นอกจากนี้ ก็จะมีเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ คอลเซ็นเตอร์ รวมไปถึงเรื่องการท่องเที่ยว
อย่างไรก็ตาม ทันทีที่ผู้สื่อข่าวเริ่มสอบถามเกี่ยวกับนโยบายในการดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และการได้รับคัดเลือก พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ตอบทันทีว่า เรื่องตำแหน่ง ขอยังไม่ตอบ โดยยังไม่อยากพูด จนกว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ พร้อมย้ำว่า ตอนนี้ตนยังเป็นแค่รอง ผบ.ตร. ก่อนจะบอกว่ามีภารกิจต่อ และขอตัวเดินทางกลับทันที