"จุรินทร์"ย้ำแก้รธน.ต้องดูให้รอบคอบใช้ฉบับไหนเป็นสารตั้งต้น
27 ก.ย. 2566 | chairat_pat

"จุรินทร์" แนะรัฐแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องเนื้อหาก็สำคัญไม่แพ้ที่มา ย้ำจะใช้ฉบับไหนเป็นต้นร่างต้องดูให้รอบคอบ ยอมรับคิดไม่ถึงจะยื้อไปถึง 4 ปี
การเมือง
27 ก.ย. 2566 | chairat_pat

"จุรินทร์" แนะรัฐแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องเนื้อหาก็สำคัญไม่แพ้ที่มา ย้ำจะใช้ฉบับไหนเป็นต้นร่างต้องดูให้รอบคอบ ยอมรับคิดไม่ถึงจะยื้อไปถึง 4 ปี
27 กันยายน 2566 "นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" รักษาการหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวเคยเรียนไปแล้วว่า ประเด็นนี้พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุน ถ้าเป็นการแก้เพื่อไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น และต้องไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งเป็นหลักที่มีความชัดเจน
นอกจากนี้ ส่วนตัวขอเพิ่มเติมถึงหลักคิดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า การที่จะนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาเป็นต้นร่าง หรือต้นแบบนั้น ต้องดูให้รอบคอบ อย่าไปดูจากที่มาอย่างเดียว แม้ที่มาจะมีความสำคัญ แต่เนื้อหาก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะสุดท้ายแล้วเมื่อรัฐธรรมนูญบังคับใช้แล้ว จะถูกบังคับใช้ตามเนื้อหา ไม่ได้บังคับใช้ตามที่มา และต้องไปดูว่ารัฐธรรมนูญฉบับไหน ที่เคยบังคับใช้มาแล้วมีช่องโหว่น้อยที่สุด
"ถ้าสามารถนำมาปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันได้ ก็ควรจะนำฉบับนั้นมาเป็นต้นร่าง หรืออาจใช้หลายๆ ฉบับ มาพิจารณาข้อดี-ข้อเสีย โดยเลือกเฉพาะข้อดีมารวมกัน ให้สอดคล้องกัน ก็สามารถทำได้" นายจุรินทร์ กล่าว
ส่วนความเห็นต่อข้อเสนอแนะของ "นายวิษณุ เครืองาม" ที่เสนอให้แก้มาตรา 256 เพื่อลดงบประมาณในการทำประชามตินั้น เรื่องนี้ก็อยู่ที่รัฐบาล แต่ที่กำลังพูดหมายถึงนโยบายรัฐบาล ที่รัฐบาลไปหาเสียงไว้และประกาศว่าเป็นนโยบายเร่งด่วน ในการแถลงต่อสภาว่าจะเร่งแก้รัฐธรรมนูญ ส่วนจะแก้อย่างไรนั้น ดูเหมือนประธานคณะกรรมการศึกษาฯ จะตั้ง สสร. หากตั้ง สสร. ก็แปลว่าจะต้องมีขั้นตอนกระบวนการที่ยาวพอสมควร แล้วก็ตั้งธงว่าภายใน 4 ปี ซึ่งอันนี้ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่ารัฐบาลตั้งธงจะทำถึง 4 ปี เพราะเห็นแถลงเป็นนโยบายเร่งด่วน
นอกจากนี้ หากจะตั้ง สสร. ก็ทำได้ อยู่ที่นโยบายของรัฐบาล เพราะจะต้องมีการเสนอทำประชามติ และเสนอต้นร่างเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตามขั้นตอนกระบวนการ แต่ถ้าสมมติว่ามีการทำใหม่ทั้งฉบับ ตั้ง สสร. รัฐบาลก็ต้องเตรียมเงินไว้ไม่ต่ำกว่าหมื่นล้านไว้ด้วย ไม่ใช่ว่าตนจะค้านหรือไม่เห็นด้วย แต่รัฐบาลก็ต้องรู้ถึงภาระที่จะตามมา ซึ่งเป็นหน้าที่รัฐบาลที่ต้องเตรียมไว้ด้วย เพราะการทำประชามติครั้งหนึ่ง เท่าที่ กกต. ประเมิน ก็ประมาณ 3,000 กว่าล้าน