เมื่อถามว่าอาจมีคนอื่นในพรรคก้าวไกลโดนคดีในลักษณะนี้อีกจะมีการป้องกันอย่างไร นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ป้องกันยากเนื่องจากจริยธรรมไม่ได้เขียนกันแบบชัดเจน หากเปรียบเทียบกับคดีอาญา ฆ่าคนตาย จะมีโทษชัดเจนว่ามีพฤติกรรมอย่างไร แต่จริยธรรมเป็นนามธรรม เป็นลักษณะของการเปิดช่อง การใช้อำนาจของผู้มีอำนาจให้ทำการใดๆ ก็ได้ ดังนั้น มาตรฐานหรือหลักปฎิบัติที่ชัดเจน มีได้ยากมาก สุดท้ายศาลหรือองค์กรที่มีอำนาจก็ต้องใช้ดุลยพินิจของตัวเองไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ต้องตัดสินขัดกับหลักวิญญูชนขึ้นเรื่อยๆ สังคมไทยจะอยู่อย่างไร กลายเป็นว่านักการเมืองมีโอกาส โดนสอยได้ตลอดเวลา ในทางตรงกันข้าม เปิดโปงข้าราชการมา 5 ปี ทุกวันนี้ทุกคนยังอยู่สุขสบาย
"อะไรคือความเป็นธรรมต่อพวกเรา พวกคุณอาจไม่เห็นด้วยกับพรรคก้าวไกลบางเรื่อง อาจจะเกลียดพรรคก้าวไกลหลายเรื่อง แต่พูดกันตรงๆ คุณจะใช้อำนาจทุกวิธีทางโดยไม่สนใจว่าคุณธรรมทางกฎหมาย หลักการทางกฎหมายเป็นอย่างไรคุ้มจริงหรือไม่กับการทำแบบนี้ สงสัยคงต้องปิดเฟซบุ๊คกันหมด" นายรังสิมันต์ กล่าว
นายรังสิมันต์ ระบุต่อว่า ตนเข้าใจว่าแต่ละคนเคยโพสต์เรื่องราวอะไรไว้บ้าง ตอนนั้นความรู้สึกนึกคิด การเติบโตเป็นอย่างไร วุฒิภาวะและบทบาทของแต่ละคน ก็ไม่เหมือนกัน บางคนโพสต์แล้วก็ลืม มาเจอทีหลังก็มี มันไม่มีกฎหมายบอกให้ลบ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ คือ การทำให้ไม่มีมาตรฐานอะไรมาก่อน และไปใช้ข้อกล่าวหาที่รุนแรงมากๆ มาสร้างมาตรฐานโดยเอาชีวิตคนมาเป็นมาตรฐาน ตนคิดว่าไม่แฟร์มากๆ
เมื่อถามว่า การโพสต์พาดพิงถึงสถาบันจะต้องมีการระวังมากขึ้นหรือไม่เพราะอาจจะโดนอีก นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ก็ยอมรับมีโอกาสที่จะเป็นแบบนั้น ตนไม่สามารถบอกได้ว่ามาตรฐานอยู่ตรงไหน หวังว่าคนที่อยู่ในศาลถ้าได้ยินสิ่งที่ตนพูดเราไม่มีเจตนาร้ายอะไร
"ประทานโทษนะพวกผมล้มเจ้าได้จริงๆ หรือ ทำไม่ได้หลอก ดังนั้น สิ่งที่พวกคุณกังวลหรือกลัว มันไม่มีทางเกิดขึ้น และขอโจมตีต่างๆ ผมว่าไม่เป็นธรรม ดังนั้น ผมว่าองค์อย่างศาล ผมอยากให้ตั้งมั่นในความยุติธรรมจริงๆ สำหรับใครหลายคน เอาเขาไปขัง ยังรุนแรงน้อยกว่า ตัดสิทธิรับสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิตด้วยซ้ำไป" นายรังสิมันต์ กล่าว