เนชั่นทีวี

การเมือง

"สส.ก้าวไกล" หวั่น "เงินหมื่นดิจิทัล" เป็นไต้ฝุ่นทำลายเศรษฐกิจไทย

11 ก.ย. 2566 | tinakit_rat

"สส.ก้าวไกล" หวั่น "เงินหมื่นดิจิทัล" เป็นไต้ฝุ่นทำลายเศรษฐกิจไทย

"สส.ก้าวไกล" หวั่น "เงินหมื่นดิจิทัล" เป็นไต้ฝุ่นทำลายเศรษฐกิจไทย ชี้ยังไม่เหมาะแจกเงินถ้วนหน้า ควรเร่งผลักดันส่งออก-ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย มากกว่าการแจกเงินที่ไม่ถูกจุด ไม่ถูกเวลา

11 กันยายน 2566 นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายในการประชุมร่วมรัฐสภา แถลงนโยบายของรัฐบาล ในประเด็นเรื่องนโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาทว่า จากสภาพเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน และการคาดการณ์ถึงครึ่งปีหน้า ยังไม่เหมาะสมที่จะกระตุ้นการบริโภคผ่านนโยบายการแจกเงินถ้วนหน้า ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้าง เพราทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ แบงก์ชาติ, สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง บ่งชี้ว่า

เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในทิศทางฟื้นตัว ครึ่งปีแรก สามารถขยายตัวได้ 2.2% บ่งชี้การใช้จ่ายกำลังเพิ่มขึ้น ทั้งการบริโภค และการลงทุนหลังผ่านพ้นช่วงโควิด-19 แต่ปัญหาที่กดดันการขยายตัวเศรษฐกิจไทย อยู่ที่การส่งออกที่หดตัวตามเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะกับจีน ที่เป็นคู่ค่าหลักของไทย จนทำให้การส่งออกของไทยหดตัวลงติดต่อกัน 10 เดือนแล้ว รวมถึงทั้งธนาคารโลก หรือ เวิลด์แบงก์ และ ไอเอ็มเอฟ ได้ปรับลดคาดการ GDP ในปี 2567 ของสหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งจะเป็นปัญหาต่อการส่งออกของไทย

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หวั่นแจกเงินดิจิทัลล เป็นพายุหมุนทำลายเศรษฐกิจ

ดังนั้น ปัญหาเศรษฐกิจไทยอยู่ที่การส่งออก ซึ่งอัตราการบริโภคภาคเอกชน สามารถฟื้นตัวได้ดีอยู่แล้ว จึงไม่เหมาะที่รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังมากระตุ้นการบริโภคของเอกชน และควรพิจารณาจังหวะเวลาให้เหมาะสม โดยเฉพาะในช่วงอัตราการบริโภคภาคเอกชนหดตัว และหากรัฐบาลยังเดินหน้านโยบายดังกล่าว อาจจะเกิดปัญหาต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย รัฐบาลควรทบทวนนโยบายเพื่อแก้ปัญหาการส่งออก และแก้ปัญหาปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ให้ SMEs มีความสามารถในการแข่งขัน สามารถทำธุรกิจใหม่ ๆ ที่ขยายตัวได้เร็ว มากกว่าการแจกเงินที่ไม่ถูกจุด ไม่ถูกเวลา

นายชัยวัฒน์ กล่าวต่อ นโยบายกระเป๋าเงินดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล ที่อ้างจะเป็นการสร้างพายุหมุนทางเศรษฐกิจนั้น เป็นการคาดการที่สูงเกินไป และไม่สามารถเกิดได้จริงตามที่กล่าวอ้าง เพราะประชาชนจะใช้เงินดิจิทัลที่รัฐบาลอัดฉีดมา โดยไม่ได้ใช้เงินสด การใช้จ่ายจึงไม่ขยายตัว และรั่วไหลทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนมือ และจะกลายเป็นพายุไต้ฝุ่น ที่บ่มทำลายเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย และทิ้งซากเป็นหนี้สิน เป็นภาระทางการคลังของประเทศ และหันกลับมาทำลายรัฐบาลเอง

ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร หวั่นแจกเงินดิจิทัลล เป็นพายุหมุนทำลายเศรษฐกิจ

เชื่อว่า ผลลัพธ์ของนโยบายนี้ไม่ได้มากตามที่นายกรัฐมนตรีโฆษณาไว้ ตามเทคนิคการหาเสียง และจะทำให้สูญเสียงบประมาณสำหรับนโยบายอื่น ๆ และมั่นใจว่า นโยบายนี้ ยังมีเงื่อนไขต่าง ๆ ที่จะทำให้ประชาชนเสียประโยชน์ เช่น การใช้จ่ายในรัศมี 4 กิโลเมตรตามทะเบียนบ้าน เพราะประชาชนหลายคน ไม่ได้พำนักใช้ชีวิตตามภูมิลำเนาทะเบียนบ้าน และรัศมี 4 กิโลเมตร จะมีร้านค้าที่มีศักยภาพในการรับชำระเงินแบบดิจิทัลวอลเล็ตด้วยหรือไม่ด้วย หรือบางร้านอาจบวกต้นทุนเพิ่มไปในสินค้า เพราะการขึ้นเงินที่ยุ่งยาก และอาจเกิดการทุจริต นำเงินดิจิทัล 10,000 บาท มาแลกเป็นเงินสด 8,000 บาทได้

นายชัยวัฒน์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงแหล่งงบประมาณที่จะนำมาใช้ดำเนินนโยบายดังกล่าว จะต้องใช้งบประมาณกว่า 560,000 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายสำหรับการพัฒนาระบบ และจัดการดูแลระบบ และที่ผ่านมาแม้พรรคเพื่อไทย จะยืนยันว่าจะไม่มีการกู้เงินเพื่อดำเนินโยบายดังกล่าว แต่จากการพิจารณาแหล่งงบประมาณต่าง ๆ แล้ว จึงยังมองไม่เห็นภาพว่า รัฐบาล จะนำงบประมาณมาจากที่ใดโดยที่ไม่กู้งบประมาณ

ข่าวล่าสุด