ต้องเข้าใจว่าประชาชนไม่ได้โง่ที่จะไม่รู้ว่า มีปัจจัยภายนอกอะไรบ้างที่กระทบกับราคาพลังงาน แต่สิ่งที่ประชาชนต้องการคือการคิดคำนวณราคาที่เป็นธรรมกับผู้บริโภค
ยกตัวอย่าง นโยบายแรกที่จะทำของรัฐบาลคุณเศรษฐา คือลดราคาน้ำมันเชื้อเพลิงหน้าปั๊ม แต่กลับไม่มีการพูดถึงโครงสร้างราคาที่มีการวิจารณ์กันมานานว่า เอาเปรียบประชาชน
หลายเรื่องยังไม่มีคำตอบว่าทำไมต้องทำแบบนั้น เช่น การอ้างอิงราคาจากสิงคโปร์, ตัวเลขราคาน้ำมันดิบซึ่งถูกมาก แต่พอเป็นน้ำมันสำเร็จรูปหน้าปั๊มกลับแพงมาก ทั้งๆ ที่ไทยเป็นหนึ่งในประเทศผู้ส่งออกน้ำมันด้วย หรือแม้แต่ความลักลั่นของราคาที่ปรับขึ้นกับปรับลด ขึ้นทีละ 60 สตางค์ แต่ลดทีละ 30 สตางค์ ราคาน้ำมันโลกลดนานแล้ว แต่ทำไมราคาน้ำมันบ้านเราไม่ลด ฯลฯ
หรือเรื่องค่าไฟฟ้า ยังไม่มีการพูดถึงการรื้อสัมปทานโรงไฟฟ้า การที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบต้นทุนปริมาณไฟฟ้าส่วนเกิน เพราะแจกสัมปทานให้ผลิตมากเกินไป จนเสี่ยบางคนผงาดขึ้นเป็นเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศ
นี่คือความต่างระหว่างการกำหนดนโยบายประชานิยมที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า กับการรื้อโครงสร้างที่แก้ปัญหาได้ระยะยาว ซึ่งพรรคก้าวไกลหาเสียงเอาไว้ แต่กลับไม่ได้พิสูจน์ฝีมือว่าทำได้จริงหรือไม่
ส่วนรัฐบาลเพื่อไทย คาดการณ์ได้เลยว่าทำไม่ได้ เพราะนายทุนพลังงานซึ่งเกี่ยวข้องทั้งราคาน้ำมัน และค่าไฟฟ้า มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้
4.การเมืองแบบนี้ ดูจะไม่ใช่ความต้องการของคนรุ่นใหม่อีกต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความรู้ หรือรู้เท่าทันการเมือง เพราะเป็นการเมืองแบบเอื้อกลุ่มทุน ประชาชนเป็นได้แค่ลูกจ้าง
ยกตัวอย่าง เรามักได้ยินนักการเมืองพูดเสมอว่าต้องส่งเสริมให้นักลงทุนรายใหญ่เข้ามาลงทุน แล้วรัฐบาลก็จะมีนโยบายลด แลก แจก แถม ยกเว้นภาษี หรืออะไรก็ตามที่สนับสนุนให้เกิดการผูกขาดตลาด หรือทุนใหญ่ครอบครองตลาด
อย่างการเปิดร้านสะดวกซื้อ หากคิดแบบเก่าก็จะบอกว่า ให้ทุนใหญ่เปิดร้านเยอะๆ ยิ่งดี ประชาชนจะได้มีงานทำ เป็นลูกจ้างร้านสะดวกซื้อ โดยไม่ได้สนใจว่าการปล่อยให้ “ทุนใหญ่” ขยายร้านอย่างเสรีโดยไม่มีกติกาปกป้อง “รายเล็ก” ทำให้เกิดการเอาเปรียบและทำลายธุรกิจรากหญ้าทุกรูปแบบ
แต่การคิดใหม่ หรือความต้องการของคนรุ่นใหม่ คือ เรียนจบมาแล้วไม่ใช่เป็นได้แค่ลูกจ้าง แต่ต้องเป็นเจ้าของกิจการได้ และแข่งขันกันอย่างเป็นธรรมได้ด้วย หากมีจุดเด่นมากพอที่จะดึงลูกค้า แม้จะเป็นรายเล็กก็ตาม
การเมืองแบบใหม่จึงมุ่งล้มทุนผูกขาด แล้วเปิดโอกาสให้ “คนตัวเล็ก” หรือ “ประชาชนทั่วไป” ทำการผลิตหรือ “นวัตกรรม” ที่มีพื้นที่และมีตลาดให้ตัวเองสามารถเป็นผู้ประกอบการและยืนอยู่ได้ โดยไม่ถูกทุนใหญ่เอาเปรียบ หรือทุ่มตลาดจนรายเล็กล้มหายตายจากไปหมด
การเมืองแบบใหม่จึงพูดเรื่องสิทธิ เรื่องประชาธิปไตย เรื่องเศรษฐกิจเสรีที่แข่งขันอย่างเท่าเทียมจริงๆ และต้องมีพื้นที่สร้างนวัตกรรม เพราะคนรุ่นใหม่หากินเองได้ ใช้โซเชียลมีเดียสร้างรายได้ เป็นผู้ประกอบการรายใหม่ สร้างนวัตกรรมเองได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกจ้างทุนใหญ่ไปตลอด
5.การเมือง 2 รูปแบบ 2 แนวคิดนี้ จะปะทะกันแรงขึ้นในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะเดิมพันสูงที่สุดว่าใครจะอยู่ใครจะไป
“เพื่อไทย” เป็นตัวแทนฝ่ายประชานิยม ซึ่งกำลังถูกมองว่าเป็น “ยาขม” ไม่ใช่ “ยาหอม” เป็นเหมือนลูกกวาด ขนมหวานที่อร่อยดี แต่กินมากแล้วทำลายสุขภาพ ทำให้ร่างกายทั้งร่าง (ประเทศ) เจ็บป่วย อ่อนแอ แข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้
“ก้าวไกล” เป็นตัวแทนฝ่ายอุดมการณ์ใหม่ ซึ่งกำลังถูกมองว่าเป็น “ของจริง” สร้างความยั่งยืนได้มากกว่าประชานิยม เป็น “ยาหอม” ที่ปลุกร่างกายจากความมึนงงใกล้สลบให้ฟื้นขึ้นมา แต่กลับไม่ได้ทดลองทำงานหรือขับเคลื่อนนโยบายของตน
ผมเองไม่ได้สนับสนุนพรรคก้าวไกล และไม่ได้เชื่อว่าสิ่งที่พรรคเขาเสนอจะสามารถทำได้ทั้งหมด แต่ต้องยอมรับว่า เจตจำนงที่ชัดเจนทางการเมือง มันสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ อย่างน้อยก็ได้พยายาม
เห็นได้ชัดจาก “กองทัพ” ที่พยายามปรับตัวอย่างมากเมื่อผลการเลือกตั้ง 14 พ.ค.ประกาศออกมา (ก้าวไกลชนะ) มีประชุมเรื่องลดจำนวนนายพล เรื่องแนวทางการยกเลิกเกณฑ์ทหาร และปฏิรูปตัวเองด้านโน้นด้านนี้แทบทุกวัน เพื่อป้องกันไม่ให้ก้าวไกลเข้าไปรื้อโครงสร้างของกองทัพทั้งหมด นี่คือตัวอย่าง
แม้ผลมันจะไม่ได้เกิดขึ้นแบบอุดมคติทันที แต่การเปลี่ยนแปลงมันจะเกิดแน่ และได้เกิดขึ้นแล้ว
แต่เจตจำนงแบบนี้หาไม่ได้เลยจาก 11 พรรคร่วมรัฐบาลเพื่อไทย!
และสภาพการณ์แบบนี้จะเกิดหนักขึ้น รุนแรงขึ้น เมื่อเราได้เห็นปรากฏการณ์ของคุณทักษิณ และแผนปรองดองแห่งชาติที่กำลังจะตามมา เป็นการปรองดองของชนชั้นนำและกลุ่มทุนใหญ่ที่ครอบครองประเทศอยู่เดิม
ซึ่งเป้าหมายที่แท้จริงก็คือสตัฟฟ์ประเทศเอาไว้แบบนี้ และสกัดก้าวไกลไม่ให้เข้ามามีอำนาจนั่นเอง!
ที่มา : คอลัมน์โหมโรง นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับจันทร์ที่ 4 ก.ย. 66