ส่วนกรณีที่นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคฯ ดูแลภาคกลาง เรียกร้องให้ตั้งกรรมการสอบกรณีที่นายเดชอิศม์ เดินทางไปพบนายทักษิณ ชินวัตร ที่ต่างประเทศ นั้น นายเดชอิศม์ ชี้แจงว่า พวกตนเป็น สส.ยุคใหม่ แยกหน้าที่ กับความโกรธแค้น ไม่ผูกพันกับความรัก เพื่อไม่ให้เกิดความลำเอียง กับอคติ ดังนั้น จึงสนิทกับทุกพรรค ซึ่งหากการเดินทางไปพบคนต่างพรรค ตนคงมีโทษประหารไปแล้ว เพราะตนสนิทกับหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค แต่เมื่อทำหน้าที่ สส.ก็ถือเป็นอีกหน้าที่หนึ่ง
นายเดชอิศม์ ยังกล่าวถึงโทษการขับออกจากการเป็นสมาชิกพรรคว่า จะต้องใช้เสียง 3 ใน 4 ของ สส. ร่วมกับ กก.บห.จึงยังไม่มั่นใจว่า ใครจะขับใครกันแน่ เพราะเสียงส่วนใหญ่อยู่แถลงข่าวตรงนี้เกือบทั้งหมด แต่ยืนยันว่า ตนเองไม่ได้คิดจะขับใครออกจากพรรค และพร้อมเจรจาพูดคุย บนเหตุผล และความเป็นไปได้ แต่ที่ผ่านมาไม่มีการพูดคุยใด ๆ รวมถึงการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ และการทำงานของพรรคฯ ด้วย
“พรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีเอกภาพ ตั้งแต่การเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ล่ม ทำให้เกิดความเสียหายแก่พรรคฯ และยังไม่ทราบอีกว่า จะสามารถเลือกได้อีกเมื่อใด ซึ่งจะต้องไปถามกลุ่มคนบางกลุ่ม ที่ทำให้องค์ประชุมล่ม”
ส่วนจะทำอย่างไรให้แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ สามารถกลับมาทำงานร่วมกันได้นั้น นายเดชอิศม์ กล่าวว่า จะต้อมเริ่มจากการประชุมวิสามัญฯ เพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ให้ได้ และฝ่ายที่ทำให้องค์ประชุมล่ม ก็จะต้องหาวิธีทำอย่างไรให้องค์ประชุมครบ และการแข่งขัน ถือเป็นเรื่องปกติของพรรคฯ แม้พวกตนจะแพ้ ก็ยังพร้อมให้ความร่วมมือเป็นลูกพรรคฯที่ดี เหมือนการเลือกเมื่อปี 2562 ที่ตนไม่ได้เลือกจุรินทร์ แต่ก็พร้อมร่วมงานด้วย และปกป้องกรณีที่มีการล้มเก้าอี้หัวหน้าพรรคฯ พร้อมยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ถึงขั้นแตกหัก เพียงแต่ความคิดเห็นยังไม่ตรงกัน และพอมีเวลาที่พูดคุย ลดทิฐิ และรับฟังกัน