เนชั่นทีวี

การเมือง

"หมอชลน่าน" กล่อมสภาฯ ขอเสียงหนุน "เศรษฐา" นายกฯ ระบุ มีอีก 3 พรรคร่วมรัฐบาล

22 ส.ค. 2566 | tinakit_rat

"หมอชลน่าน" กล่อมสภาฯ ขอเสียงหนุน "เศรษฐา" นายกฯ ระบุ มีอีก 3 พรรคร่วมรัฐบาล

"หมอชลน่าน" กล่อมสภาฯ ขอเสียงหนุน "เศรษฐา" เป็นนายกฯ แจงคุณสมบัติครบถ้วน ชี้ เป็นจุดเริ่มต้นเปลี่ยนความเห็นต่าง "เพื่อไทย" ขออาสาสลายความขัดแย้ง ลั่นคิดผิดจับมือ "ก้าวไกล" หัวชนฝาทำประชาชนสูญเสีย หวังประนอมอำนาจพาประเทศเดินหน้าต่อ ระบุ อาจมีเพิ่มอีก 3 พรรค

22 สิงหาคม 2566 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.พรรคเพื่อไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค อภิปรายสรุปและตอบข้อซักถามของสมาชิกว่า มีสมาชิกหลายท่าน มีข้อห่วงใยเกี่ยวกับคุณสมบัติต้องห้ามของ นายเศรษฐา ทวีสิน ขอชี้แจงใน 3 ประเด็น คือ ข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติต้องห้ามของผู้ที่ถูกเสนอชื่อ เกี่ยวกับความซื่อสัตย์สุจริตและมาตรฐานจริยธรรม โดยเฉพาะการประกอบกิจการกิจกรรม เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ซึ่ง มีการเผยแพร่ในสังคมมากมาย

ทั้งนี้ในนามของพรรคเพื่อไทย ยืนยันว่า ได้ปฎิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 88 ในการตรวจสอบคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม และ ให้ความสำคัญในการที่จะพิจารณาบุคคล ที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี โดยยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ละเลยในเรื่องนี้ เพราะถือเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่

ข้อกล่าวหากรณีการเลี่ยงภาษี การกล่าวอ้างว่า มีการแต่งตั้งตัวแทนหรือนอมินีขึ้นมารองรับการจัดซื้อจัดหาที่ดิน และดำเนินการมิชอบ พรรคเพื่อไทยได้ตรวจสอบทุกอย่าง ไม่พบว่ามีหลักฐานเชิงประจักษ์และข้อเท็จจริงที่ชี้ว่า เป็นเรื่องผิดกฎหมาย และไม่มีหลักฐานใดที่บ่งชี้ว่า นายเศรษฐา เป็นผู้ที่ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่ประจักษ์มีแต่ข้อกล่าวหา ที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ จึงถือว่านายเศรษฐาเป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์ซื่อสัตย์สุจริต

ส่วนประเด็นจุดยืนทางการเมืองและพฤติกรรมในการจัดตั้งรัฐบาล ยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยเคารพเสียงประชาชนทุกเสียง แม้ในบ้านเมืองนี้จะมีหลายคนที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ว่ากลุ่มนั้นเป็นเสรีนิยมหรือกลุ่มนี้เป็นอนุรักษ์นิยม แต่ตนยืนยันว่า ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ล้วนแล้วแต่เป็นการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยยึดมั่นยึดถือรวมถึงระบบรัฐสภาซึ่งมีผู้แทน 499 คน ล้วนมาจากการเลือกของประชาชน ตามระบบประชาธิปไตยไม่ใช่เผด็จการ

แม้ว่าพฤติกรรมที่ผ่านมา มีเรื่องของการแบ่งแยกและแตกต่างทางความคิด ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งมีการต่อสู้ทางอุดมการณ์มาโดยตลอด และพรรคเพื่อไทยก็มีประสบการณ์กับเรื่องนี้มาอย่างเจ็บปวด และเชื่อว่าคนที่เจ็บปวดที่สุดคือประชาชนคนไทย แต่ถามว่า เมื่อมีความขัดแย้งต่อสู้กันแล้วได้อะไรขึ้นมา พรรคเพื่อไทยเห็นความย่อยยับความสูญเสียและความเสี่ยงโอกาสของพี่น้องประชาชนที่เสียหายไป เพราะเพียงมีความคิดที่ต่างกัน แต่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันและแยกกันเดินบนพื้นฐานความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน  จึงถามว่าจะปล่อยให้เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นต่อไปหรือ

"พรรคเพื่อไทยเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่พรรคก้าวไกลเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เราเป็นพรรคอันดับสองก็ยินดีที่จะไปจับมือร่วมจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งหากไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับนี้พรรคเพื่อไทยไม่มีทางจับมือกับพรรคก้าวไกลในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะเรารอทั้งที่เป็นพรรคอันดับสอง สามารถแย่งจัดตั้งรัฐบาลได้ หากกลไกการเมืองรัฐธรรมนูญเป็นปกติ

แต่เราคิดผิด เพราะยิ่งจับมือกันยิ่งจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ซึ่งพรรคไทยรักไทย พรรคเพื่อไทยเกิดมาก่อน มีประสบการณ์มากกว่าจะเอาหัวไปชนฝาให้เกิดความเสียหายทำไม เราไม่ทำ สิ่งที่ดีที่สุดคือ ต้องประนีประนอมดุลอำนาจและให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อบ้านเมือง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดีที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ โดยการปกป้องสถาบันหลักของชาติ พรรคเพื่อไทยจึงอาสาเข้ามาสลายความขัดแย้งจัดตั้งรัฐบาลในนามของทุกฝ่าย ที่สามารถร่วมมือกันได้ซึ่งขนาดนี้มี 11 พรรคและมั่นใจว่าจะมีอีก 12, 13, 14, พรรคตามมา เพื่อมาร่วมกันเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็ง ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน"

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อถึงความห่วงใยเรื่องนโยบายจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งต่อไปหากทุกพรรคการเมืองจัดทำเป็นนโยบายของรัฐบาลและแถลงต่อรัฐสภา ยังสามารถปรับแปลงแก้ไขได้ ขณะที่วิกฤตรัฐธรรมนูญ เข้าใจว่าผู้เขียนรัฐธรรมนูญต้องการปกป้องคุ้มครองสิ่งที่เห็นว่าสำคัญ แต่เมื่อถึงเวลาสิ่งหนึ่งย่อมถูกสลายออกไป เป็นดุลอำนาจที่ดี การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงจำเป็นและสำคัญ ในเงื่อนไขที่จะไม่เกิดความขัดแย้ง

โดยกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังต้องผ่านการทำประชามติ ซึ่งต้องใช้เวลานาน จึงปล่อยให้เนิ่นช้าไม่ได้ และต้องไปคุยในรายละเอียดว่า สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร เพื่อให้ทำงานร่วมกันได้  ความเห็นต่างเป็นสีสันสวยงามในระบอบประชาธิปไตย แต่จะแปลงความเห็นต่างเป็นความเห็นร่วมอย่างไร ขึ้นอยู่กับพวกเรา 750 คนในวันนี้(22 ส.ค.) การเห็นชอบ นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี จะเป็นจุดเริ่มต้นในเรื่องดังกล่าว

“ผมขอขอบคุณท่านประธาน ผ่านไปยังสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ที่จะขานชื่อให้ความเห็นชอบ เศรษฐา ทวีสิน เป็นบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 30 ของประเทศไทย ขอขอบคุณครับ” นพ.ชลน่าน กล่าวทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด