แต่สิ่งที่สำคัญกว่า ที่ตนได้เรียนรู้หลังจากออกจากธรรมศาสตร์ ในช่วงเวลาที่เรียนหนังสือ 4 ปี และไปอยู่ในรัฐสภาไทยเป็นเวลา 4 ปี เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความสำคัญที่ทำให้มาพบกันในวันนี้
“วันที่ผมนั่งอยู่ในที่ที่พวกคุณนั่งอยู่ ทั่วโลกประชาธิปไตยตอนนั้นเป็นประชาธิปไตยมากกว่า 50% แต่วันนี้ตัวเลขเดิม ความเป็นประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน ไม่ว่าจะเป็นประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้วถอยหลังหมด ตอนนี้ทั่วโลกเป็นประชาธิปไตยเต็มใบได้แค่ 20%
ในขณะเดียวกัน เรื่องของความยุติธรรม เรื่องความเหลื่อมล้ำ สมัยที่ตนนั่งอยู่ตรงที่นักศึกษานั่งอยู่ ความเหลื่อมล้ำ หรือความยุติธรรมในการเข้าถึงทรัพยากร ความเข้าถึงรายได้ต่างกัน 8 เท่า ตอนนี้ตัวเลขนั้นคือ 16 เท่า 1% ของคนที่รวยที่สุดในโลกใบนี้เป็นเจ้าของ ทรัพย์สิน 50 % ของโลกใบนี้ คน 50 % ของโลกใบนี้ มีสัดส่วนการถือครองทรัพย์สินเพียงแค่ 2 % เท่านั้น อันนี้คือความแตกต่างระหว่างที่ผมนั่งอยู่และพวกคุณนั่งอยู่ ห่างกันเพียงแค่ 20 กว่าปี” นายพิธา กล่าว
พร้อมกล่าวติดตลกว่า ในที่สุดก็บอกมาแล้วว่า “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ รหัส 41 เป็นตัวเลขที่น่ากลัวกว่าความเหลื่อมล้ำ” ทำให้นักศึกษาที่นั่งอยู่หัวเราะฮือฮา
นายพิธา กล่าวต่อ ความสำคัญที่เรามาพบกันในวันนี้คือ สิ่งเก่าที่เกิดขึ้น ประชาธิปไตยที่ตนรู้จัก ระบบทุนนิยมที่ตนรู้จัก เสรีภาพที่ตนรู้จัก กำลังถูกทำลายลง ในขณะที่สิ่งใหม่ที่กำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นยังไม่สำเร็จ ตอนนี้เราไม่มีฉันทามติ ในขณะที่โลกเป็นโลกใบใหม่ เป็นโลกที่เรียกว่า New Notmal เป็นโลกที่มีแต่ความปกติ ถ้าเราไม่มีฉันทามติสำหรับความปกติใหม่นั้น ประชาธิปไตยที่จริงแล้วคืออะไร สิทธิเสรีภาพคืออะไร และความยุติธรรมคืออะไร ง่ายๆ ประชาธิปไตยคือระบบที่ทำให้ความแตกต่าง ที่ทำให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ โดยคิดถึง 1 Man 1 Vote ทุกคนมีสิทธิเท่ากัน ยึดโยงกัน กับประชาชนจำนวนมากที่อยู่ในประเทศนี้
แต่การที่จะเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เขาแค่ไม่มีเป็นองค์ประชุม คนที่เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่คนเลือกมากที่สุด สามารถจัดตั้งรัฐบาล เป็นตัวแทนกว่า 27 ล้านเสียง เพียงแค่วุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ไม่ใช่สิ ลากตั้ง แค่ไม่มาประชุม เขาสัญญากับตนว่า เขาเห็นด้วยเสียงข้างมาก และจะโหวตตาม แต่วันที่มีการโหวตจริง กลับอยู่ประเทศญี่ปุ่น อยู่ยุโรป แค่ไม่มาเป็นองค์ประชุมสามารถล้มแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่มาจากพี่น้องประชาชนได้ แล้วเราอยู่ในระบบประชาธิปไตยที่บอกว่าคนเท่ากัน
“แต่ในขณะเดียวกันมีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง 250 คนสามารถบอกว่า สามารถโหวตสวนได้ สามารถตรวจสอบคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีได้ แต่ขณะเดียวกันใครเป็นคนตรวจสอบของวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง แล้วเราจะเลือกตั้งไปทำไม” นายพิธา กล่าว
พร้อมย้ำว่า อันนี้เป็นสิ่งที่ทั่วโลกกำลังเจออยู่ในระบอบประชาธิปไตย ที่การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่เผด็จการสมัยใหม่เลือกใช้ ให้มีการเลือกตั้ง แต่ใช้เงื่อนไขทางกฎหมาย องค์กรอิสระ ที่ไม่รู้ว่าจะอิสระจริงหรือไม่ ยับยั้งประชาธิปไตย เสรีภาพหรือความสามารถในการแสดงออก ความสามารถในการกำหนดชีวิตตัวเอง ความสามารถในการกำหนดอนาคตของตัวเองโดยที่ไม่มีอุปสรรคใดมาขัดขวาง ตราบใดที่ไม่ไปกระทบกับเสรีภาพของประชาชนคนอื่นที่มีสิทธิ์มีเสียงเท่ากัน
สมัยนี้สิทธิเสรีภาพในการหายใจยังเป็นปัญหา อย่าว่าแต่สิทธิเสรีภาพในการที่จะรัก ไม่ว่าคุณจะมีเพศสภาพเป็นอย่างไร สิทธิเสรีภาพในการทำมาหากิน เปลี่ยนวัตถุดิบจากภูมิภาคทั่วประเทศ อย่างโภคภัณฑ์ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ อย่างสุราก้าวหน้า ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีมูลค่าตลาดกว่า 4 แสนล้านบาทเท่ากับญี่ปุ่น แต่ญี่ปุ่นมีผู้ผลิต 2 หมื่นล้านราย แต่ประเทศไทยมีผู้ผลิตอยู่ 7 ราย
“นี่คือสิ่งที่สมัยรุ่นของผมกับรุ่นของคุณต่างกันอย่างสิ้นเชิง เป็นคำถามใหม่ๆ ที่โลกใบใหม่ต้องการคนรุ่นใหม่อย่างพวกคุณ ต้องการพลังงานอย่างพวกคุณ ที่จะมานิยาม 3 สิ่งนี้ให้เกิดขึ้นได้จริง เพราะสิ่งที่เป็นธาตุ สิ่งที่เป็น DNA ของธรรมศาสตร์ ก็คือเรียนรู้อดีต ศึกษาสิ่งที่เป็นปัจจุบัน และ Innovate สิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต
แล้วมันน่าเหลือเชื่อเหลือเกินว่า เป็นสิ่งที่น่าเจ็บใจเมื่อผมอายุ 18 เท่าพวกคุณ ผมมีความฝันอยากจะเห็นประชาธิปไตย มีความฝันที่ยิ่งใหญ่ อยากเห็นประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่เต็มใบ ขณะนั้นมีปัญหาเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง อยากเห็นว่าเกิดการกระจายตัวออกจากภาคการเงิน และผ่านไป 24-25 ปีผมต้องขึ้นมาพูดในเวทีนี้ ในนิยามที่มันลดลงในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตย เสรีภาพ และความยุติธรรม มันเกิดอะไรขึ้น” นายพิธา กล่าวและกล่าวต่อ
สิ่งที่เกิดขึ้นต้องย้อนไปที่ความเบ่งบานของประชาธิปไตย ที่มาพร้อมกับทุนนิยมสมัยใหม่ ในขณะที่ประชาธิปไตยต้องการกระจายอำนาจออกให้มากที่สุด ให้อำนาจประชาธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แต่ขณะเดียวกัน ทุนนิยมสมัยใหม่ทำให้เกิดการกระจุกตัว ความเป็นธรรมหายไป ไปกระจุกตัวอยู่กับคนไม่กี่คน แม้กระทั่งความเหลื่อมล้ำ ความอยุติธรรมที่เข้าสู่อำนาจ ดังนั้นต้องพูดให้ชัดว่า ความยุติธรรมคืออะไร ผิดจริงหรือไม่ และเป็นธรรมหรือไม่
“ตาชั่งแกว่งต้องยุติ หยุดแกว่ง หลักการต้องแม่นทุกอย่างต้องชัด และเมื่อหยุดแล้วต้องเที่ยงธรรม ไม่เอนไปทางฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ไม่ใช่ว่าคุกมีไว้เพื่อขังคนจน วงเล็บคนที่เห็นต่างกับผู้มีอำนาจ
ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ธรรมศาสตร์สอนผมมา ธรรมศาสตร์บอกผมว่า เป็นพื้นที่ที่มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว ธรรมศาสตร์สอนผมว่า ผมรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ผมรักประชาชน สีเหลืองคือธรรมที่อยู่ในใจ แดงคือเลือดเนื้อเชื้อไขที่อยู่ในตัวของเรามา”
พร้อมกันนี้ นายพิธา ตั้งข้อสงสัยว่า จะมีศิษย์เก่าอยู่ในการเมืองน้อยเกินไปหรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญ 5 ท่านก็เป็นศิษย์เก่าในธรรมศาสตร์ด้วยเช่นเดียวกัน ตนคิดว่าสิ่งเหล่านี้ที่พวกเราต้องช่วยกัน ที่จะต้องเป็นพลังงานของคนรุ่นใหม่ ถึงเวลาที่จะต้องคิดใหญ่ สิ่งที่ตนรู้สึก ใช้คำว่าผิดหวังกับตัวเองก็คงไม่ถูก แต่สิ่งที่ย้อนกลับไปได้ แล้วทำให้ดีกว่านี้คือ คิดให้ใหญ่กว่านี้ ทำให้ดีกว่านี้ เพราะว่าสมัยที่ตนเรียน ตนก็นอนอย่างเดียวเหมือนกัน และรู้สึกว่าอยากจะเรียนให้มันจบๆ เพื่อรับปริญญา แต่สิ่งที่ขาดไปคือความสามารถที่จะคิดให้ใหญ่และคิดให้ลึก และใช้เวลา 4 ปี ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด
ไม่ว่าคุณจะเรียนวิศวะ คุณก็ต้องไปศึกษาว่า จะต้องทำอย่างไรให้น้ำประปาดื่มได้ทั่วประเทศ
ถ้าคุณเรียนด้านธุรกิจ ก็ต้องศึกษาว่า จะสามารถแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำขององค์การคมนาคมได้อย่างไร
ถ้าคุณเรียนแพทย์ คุณก็ต้องศึกษาว่า จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ ด้านสาธารณสุขได้อย่างไร
และคุณจะต้องทำอย่างไรก็ได้ ให้สิทธิการแสดงออกเกิดขึ้นอย่างเสรีภาพให้ได้ ทำให้เกิดนวัตกรรมซอร์ฟเพาเวอร์ อันนี้เป็นสิ่งที่โลกกำลังต้องการอย่างยิ่ง และโลกใบนี้ต้องการคนรุ่นใหม่ เพื่อผลักให้สิ่งเก่าๆออกไป แล้วเปิดโอกาสให้สิ่งใหม่ๆขึ้นมา เพื่อให้รู้ว่าประชาธิปไตยและเสรีภาพคืออะไร การยุติความขัดแย้งอย่างเป็นธรรม เขาทำกันอย่างไร ทำให้คนมีความเสมอภาค ทางด้านกฎหมาย
สุดท้ายนี้อยากจะขอเชิญชวนทุกคน อยากให้เรียนรู้ประสบการณ์จากนอกห้อง ฟังได้แต่อย่าเพิ่งเชื่อ และอย่าให้ใครมาบอกว่า ความสามารถของคุณ มีอยู่แค่นี้ และอย่าให้ใครมาบอกว่าคุณ จะเป็นในสิ่งที่คุณอยากเป็นไม่ได้ เพราะว่านี่คือโลกใบใหม่ ที่คุณต้องเชื่ออยู่ตลอดเวลาว่า คุณสามารถเดินไปตามเส้นทาง ที่คุณอยากจะเป็น และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ได้
“ประสบการณ์ที่ผมได้เรียนรู้ จากที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากประสบการณ์ความรู้แล้ว ผมยังได้รับจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ มันคือธาตุอะไรบางอย่าง ที่มีความเป็นภราดรภาพ เสรีภาพ และพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อประชาชน และสร้างนิยาม ของคำว่าประชาธิปไตยเต็มใบ ให้ความยุติธรรมเสมอภาค ทางด้านกฎหมายได้เกิดขึ้น และเสรีภาพในการกำหนดอนาคตของตนเองและเพื่อนๆ” นายพิธา กล่าว
สุดท้าย นายพิธา ได้อวยพรให้เพื่อนใหม่ทุกคนภายในงาน
ประสบความสำเร็จ ขอให้ทุกคนกล้าคิด กล้าฝัน กล้าที่จะทำอะไรให้ออกนอกกรอบ และคุณต้องอยู่ไม่เป็น เพราะถ้าทุกคนอยู่เป็น โลกไม่มีวันเปลี่ยน