เนชั่นทีวี

Business

“สรรเพชญ” หารือสมาคมผู้ประกอบการ เดินหน้ายกระดับ "แหลมฉบัง"

09 มิ.ย. 2569 | titayu_pur

“สรรเพชญ” หารือสมาคมผู้ประกอบการ เดินหน้ายกระดับ "แหลมฉบัง"

รมช.คมนาคม เดินหน้ายกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่มาตรฐานโลก หารือผู้ประกอบการ กางแผนปรับค่าธรรมเนียมสะท้อนต้นทุนจริง พร้อมเร่งปลดล็อกอุปสรรค ดันไทยฮับภูมิภาค

รมช.คมนาคม เดินหน้ายกระดับท่าเรือแหลมฉบังสู่มาตรฐานโลก หารือผู้ประกอบการ กางแผนปรับค่าธรรมเนียมสะท้อนต้นทุนจริง พร้อมเร่งปลดล็อกอุปสรรค ดันไทยฮับภูมิภาค

KEY

POINTS

  • ปรับโครงสร้างค่าภาระ: กทท. เตรียมปรับค่าธรรมเนียมท่าเรือเพิ่มขึ้น 16–29% ตามประเภทสินค้า เพื่อให้สะท้อนต้นทุนจริงภายใต้กรอบเพดานเดิมของปี 2534

     
  • ปลดล็อกอุปสรรคการค้า: เร่งแก้ไขกฎหมาย 17 ฉบับ โดยเปลี่ยนระบบ "ขออนุญาต" เป็น "แจ้งข้อมูล" เพื่อเพิ่มสัดส่วนสินค้าถ่ายลำ (Transshipment) พร้อมจัดการตู้สินค้าตกค้าง (Long Stay) 1,248 ตู้

     
  • เร่งขยายศักยภาพ: โครงการพัฒนาท่าเรือระยะที่ 3 คืบหน้าเกือบ 70% เดินหน้าจัดระเบียบจราจรด้วยระบบ Buffer Zone และเทคโนโลยี Smart Port รองรับรถบรรทุกกว่า 22,000 คันต่อวัน

9 มิถุนายน 2569 กระทรวงคมนาคมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับระบบโลจิสติกส์ไทย และเศรษฐกิจไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการหารือร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการท่าเทียบเรือสินค้าและคอนเทนเนอร์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน ท่าเรือแหลมฉบัง 


นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางการพัฒนาระบบท่าเทียบเรือและการคมนาคม ร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการท่าเทียบเรือสินค้าและคอนเทนเนอร์ (TICTA) เพื่อรับฟังข้อเสนอของภาคเอกชนและกำหนดแนวทางการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง (ทลฉ.) โดยมี นายวีระยุทธ งามจิตร ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม , นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า , ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร เขียวไพศาล รองผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) สายบริหารการเงินและกลยุทธ์องค์กร รักษาการแทนผู้อำนวยการ กทท. และผู้บริหาร กทท. เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมราชรถ กระทรวงคมนาคม

“สรรเพชญ” หารือสมาคมผู้ประกอบการ เดินหน้ายกระดับ "แหลมฉบัง"

 

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ท่าเรือแหลมฉบังคือประตูการค้าหลัก และเป็นฟันเฟืองที่สำคัญที่สุดของระบบโลจิสติกส์ไทย การประชุมร่วมกับภาคเอกชนในวันนี้ จึงเป็นการบูรณาการทำงานเชิงรุกเพื่อผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบัง เติบโตอย่างยั่งยืนและก้าวสู่ท่าเรือมาตรฐานระดับโลก

 

โดยที่ประชุมได้รับฟังข้อเสนอการปรับปรุงอัตราค่าภาระท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่ง กทท. ได้เสนอปรับขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 16 – 29 ตามประเภทและขนาดของตู้สินค้า ครอบคลุมทั้งค่าภาระบรรทุกหรือขนถ่ายตู้สินค้า ค่าภาระการใช้ท่า ค่าภาระยกขนตู้สินค้า และค่าภาระฝากตู้สินค้า เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินงานในปัจจุบัน โดยอัตราใหม่นี้ยังคงยึดหลักเกณฑ์และไม่เกินกรอบเพดานขั้นสูงตามมติคณะรัฐมนตรีปี 2534

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาการขนส่งสินค้าถ่ายลำ (Transshipment) โดยที่ประชุมทราบว่า สัดส่วนสินค้าถ่ายลำลดลงอย่างต่อเนื่องจากร้อยละ 1.0 ในปี 2562 เหลือเพียงร้อยละ 0.7 ในปี 2568 แม้ปริมาณตู้สินค้ารวมจะเติบโตกว่าร้อยละ 25 ซึ่งสาเหตุหลักมาจากข้อจำกัดด้านกฎหมาย และขั้นตอนกระบวนการขออนุญาตที่ซับซ้อน โดยในประเด็นนี้ กทท. อยู่ระหว่างการผลักดันการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องจำนวน 17 ฉบับ และได้เร่งรัดดำเนินการใน 6 ฉบับสำคัญก่อนในระยะแรก


โดยจะปรับเปลี่ยนจากระบบ "ขออนุญาต" เป็นการ "แจ้งข้อมูล" เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน คาดว่า จะสามารถนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีได้ภายในเดือนกันยายน 2569 นี้ พร้อมกันนี้ยังได้เตรียมแผนแก้ปัญหาตู้สินค้าตกค้าง (Long Stay) ซึ่งมีจำนวนรวม 1,248 ตู้ โดย กทท. มีแผนพัฒนาพื้นที่จัดเก็บเพิ่มเติมอีก 5 ไร่ วงเงิน 26 ล้านบาท เพื่อรองรับการหมุนเวียนตู้สินค้าตกค้างสูงถึง 1,000 TEU ต่อปี คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ 2570

ว่าที่ร้อยตรี รัฐกร กล่าวต่อว่า สำหรับโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ความคืบหน้าโดยรวมอยู่ที่ร้อยละ 68.89 โดยงานก่อสร้างทางทะเล (สัญญาส่วนที่ 1) คืบหน้าร้อยละ 95.57 ขณะที่งานก่อสร้างอาคารและสาธารณูปโภค (สัญญาส่วนที่ 2) อยู่ที่ร้อยละ 19.82 ส่วนงานระบบรถไฟและงานจัดหาติดตั้งเครื่องจักร (สัญญาส่วนที่ 3 และ 4) อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ปลายปี 2570 ส่วนโครงการควบรวมท่าเทียบเรือฝั่ง B ทั้งชุด B1–B2 และ B3–B4–B5 คาดว่าจะดำเนินการคัดเลือกเอกชนได้ในปี 2570 และลงนามสัญญากับเอกชนรายใหม่ปี 2571

 

นายสรรเพชญ กล่าวต่อถึงแนวทางบริหารจัดการจราจรว่า ปัจจุบันในช่วงเวลาหนาแน่นจะมีปริมาณรถบรรทุกเข้าสู่ท่าเรือกว่า 22,000 คันต่อวัน จึงได้มอบหมายให้ กทท. บริหารพื้นที่ Buffer Zone กว่า 127 ไร่ เพื่อใช้เป็นลานพักรถบรรทุกก่อนเข้าสู่ท่าเทียบเรือ เพื่อลดแถวคอยบนถนนสายหลัก พร้อมกำชับให้ท่าเทียบเรือคู่สัญญารักษามาตรฐานการระบายรถผ่าน Sub Gate ไม่น้อยกว่า 50 คันต่อชั่วโมง และใช้พื้นที่ SRTO รองรับตู้สินค้าขาออก เพื่อลดความแออัดในลานเอกชน พร้อมให้คณะทำงานแก้ไขปัญหาจราจรบูรณาการเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบการ กรมศุลกากร ทล. ทช. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตำรวจ ตลอด 24 ชั่วโมง ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบริหารจราจร อาทิ Truck Queue Booking และมาตรฐาน Smart Port เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการโดยรวม

 

"กระทรวงคมนาคมจะนำข้อเสนอและข้อกังวลของภาคเอกชนทั้งหมดไปพิจารณาดำเนินการอย่างจริงจัง โดยจะเร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ยกระดับความปลอดภัย เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุน เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ของภูมิภาคอย่างยั่งยืน" นายสรรเพชญ กล่าว