เมื่อถามว่า หากสุดท้ายแล้วเมื่อดิวจบมีการตั้งรัฐบาลข้ามสายพันธุ์จริงๆ แล้วสุดท้ายก้าวไกลถูกผลักไปเป็นพรรคฝ่ายค้าน ดีใจ หรือเสียใจ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ไม่ใช่แค่เรื่องความรู้สึก เป็นเรื่องของประชาชนมากกว่า มันเป็นสิ่งที่มันไม่ควรจะเกิดขึ้น มันคือการไม่สะท้อนความต้องการของประชาชนที่เลือกตั้ง คือ ประชาชนเลือกขนาดนี้ แล้วการตั้งรัฐบาลได้มันยังไม่เกิดขึ้น ตนคิดว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดกระบวนการที่ทำให้ไม่เคารพเสียงประชาชนต้องรับผิดชอบ
"อย่าทำแบบนั้นเลย ต้องเล่นกันตามกติกาอย่างตรงไปตรงมา ประเทศจะเดินได้ แต่ถ้าเกิดหวงแหนอำนาจ อยากจะมีอำนาจโดยไม่สนว่า จริงๆแล้วประชาชนไม่ได้เลือกคุณมาขนาดนั้น คิดว่า ประชาชนในประเทศไทยจะสั่งสอน คนเหล่านี้ในอนาคตอย่างแน่นอน" นายรังสิมันต์ กล่าว
ส่วนกรณีที่ตนเองถูกโยงแฮชเเท็กตั๋วปารีสนั้น ส่วนตัวเห็นแล้วได้แต่ขำกับบรรดาไอโอ แต่พอทีตั๋วช้างทำเป็นเงียบ คิดให้ดีแล้วกันถ้าจะปั่นแฮชเเท็กนี้ จะยิ่งทำให้คนนึกถึงตั๋วช้้าง ตนยืนยันว่า ไม่จริง และไม่สมเหตุสมผลเลย ที่มาปั่นว่ารับงานต่างชาติเพื่อมายกเลิก มาตรา 112 แถม นำเรื่องที่ตนยื่นทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ล่าสุด มาบอกว่า ทรัพย์สินตนเพิ่มขึ้นมากจากปี 2562 ขอตอบเลยว่า เมื่อปี 2562 ยังโสด ทรัพย์สินก็ยื่นคนเดียว แต่ในปีล่าสุดยื่นพร้อมของภรรยา และถ้าดูทรัพย์สินของตนจริงๆ ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก แถมเป็นหนี้ด้วยซ้ำไป
"ผมมีเงินเดือนอายุตอนนี้ 31 ปี แปลกตรงไหนที่จะกู้ซื้อบ้าน กู้ซื้อรถ ยืนยันว่าทรัพย์สินที่ยื่นไปเกือบครึ่งนั้นเป็นของภรรยา ส่วนของผมก็ประกอบไปด้วยหนี้สินด้วย การเอาตัวเลขบางส่วนหยิบยกขึ้นมาโดยไม่เลือกที่จะอธิบายข้อเท็จจริง แล้วโจมตีกันมันก็แสดงให้เห็นว่า เจตนาในการวิจารณ์ คือ ต้องการให้คนเข้าใจผิด วันนี้มีกระบวนการดิสเครดิตที่รุนแรง หวังผลทำลายความน่าเชื่อถือของพรรคก้าวไกล มันเกิดขึ้นระหว่างช่วงที่มีการตั้งรัฐบาลซึ่งกำลังอีนุงตุงนังมากๆ" นายรังสิมันต์ กล่าวย้ำ