ย้อนไปดูนายกฯ ในบัญชีแคนดิเดตที่พรรคการเมืองเสนอ และมีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ เนื่องจากพรรคต้นสังกัดได้ ส.ส.เกินร้อยละ 5 หรือ 25 คน มีทั้งหมด 9 คน หมดสิทธิ์ไปแล้ว 1 คน เหลืออยู่ 8 คน
- นายพิธา - พรรคก้าวไกล - หมดโอกาสแล้ว
- อุ๊งอิ๊งค์ แพทองธาร นายเศรษฐา นายชัยเกษม - พรรคเพื่อไทย - คาดว่ากำลังจะได้รับการเสนอชื่อในลำดับถัดไป แต่ไม่รู้ว่าเรียงแบบไหน
- นายอนุทิน - พรรคภูมิใจไทย
- พล.อ.ประวิตร - พรรคพลังประชารัฐ
- พล.อ.ประยุทธ์ นายพีระพันธุ์ - พรรครวมไทยสร้างชาติ
- นายจุรินทร์ - ประชาธิปัตย์
8 คนที่เหลือนี้ สมมติว่ามีการเสนอครบทุกชื่อ เพราะเสนอแล้วถูกตีตกทั้งหมด ก็จะมีการโหวตนายกฯ อีก 8 ครั้ง
แต่ในความเป็นจริงทางการเมือง เชื่อว่า 8 คนนี้ จะได้รับการเสนอชื่อเฉพาะ “ตัวเต็ง” ที่มีโอกาส ส่วนคนที่ไม่มีโอกาส น่าจะถูกตัดออกไป นั่นก็คือ
- พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเจ้าตัวประกาศวางมือไปแล้ว และกระแสต้านน่าจะมาก หากมีการเสนอชื่อ
- นายพีระพันธุ์ - คอนเนกชั่นไม่ถึง
- นายจุรินทร์ - เสียง ส.ส.ของพรรคต้นสังกัดน้อย และไม่น่าจะได้รับการยอมรับมากพอ
- นายอนุทิน - เสียง ส.ส.มากเป็นอันดับ 3 ก็จริง แต่บารมีถึงหรือไม่
4 คนนี้น่าจะถูกตัดออกไป เหลือแค่ 4 คน ก็จะโหวตกัน 4 ครั้ง
ว่ากันว่า "เพื่อไทย" จะรับไม้ต่อ เสนอชื่อ นายชัยเกษม เพื่อหยั่งเสียง ส.ว.
ตามด้วย นายเศรษฐา ถ้าได้ก็คว้าเลย ถ้าไม่ได้ ก็ส่งไพ่ใบสุดท้าย “ลูกสาวนายใหญ่” ซึ่งต้องได้เท่านั้น
ถ้า อุ๊งอิ๊ง แพทองธาร ไม่ได้อีก ก็จะถึงคิว “บิ๊กป้อม” ซึ่งถ้าเป็นจริง ข่าว “ดีลลับ-ซูเปอร์ดีล” ที่ลือกันมา จะกลายเป็นเรื่องจริงทั้งหมด
แต่หากถ้าทั้งหมดนี้ยังไม่ได้อีก โดยเฉพาะ “บิ๊กป้อม” ซึ่งหากเสนอชื่อ อาจเจอกระแสต้านมาก โดยเฉพาะม็อบนอกสภา ก็อาจไหลไปถึง “นายกฯคนนอก”
ที่ตอนนี้เริ่มเห็นหลังไวๆ แล้ว มีชื่อย่อ อ.อ่าง กับ ส.เสือ
ส.เสือ คือ ส.เสือ ตัวใหญ่ๆ เคยดำรงตำแหน่งใหญ่ในรัฐบาลในอดีต มีภาพลักษณ์ดีในระดับนานาชาติ เวทีต่างประเทศ และมีสายสัมพันธ์ที่ดีกับสถาบันหลักของชาติ บุคคลชั้นสูงของบ้านเมือง
อ.อ่าง คือ อ.ดาวฤกษ์ พลังร้อนแรง เก่งเศรษฐกิจ แถมเป็นเศรษฐกิจดิจิทัลด้วย ฝีมือบริหารเยี่ยม ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานและมีสายสัมพันธ์ดีเยี่ยมกับสถาบันหลักของชาติและบุคคลชั้นสูงในบ้านเมือง
นอกจากนั้นยังมีเสียงลือถึง “บิ๊ก ด.เด็ก” ซึ่งลือกันมานาน แต่ระยะหลังไปปรากฏตัวตามเกาะแก่งจนเสียรังวัด ไม่รู้จะยังมีหวังหรือไม่
หากเรามองเกมการเมืองผ่าน “ทฤษฎีสมคบคิด” โดยมีผู้เขียนบทเอาไว้ล่วงหน้า จะพบว่า ฝ่ายที่ไม่ได้อยู่ใน 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ล้วนมีส่วนกำหนดทิศทางการเมือง และโฉมหน้านายกฯ กับรัฐบาลใหม่ทั้งสิ้น
ทั้งหมดเรียกรวมๆ ว่า “กลไกฝ่ายผู้มีอำนาจ” ได้แก่
- 250 ส.ว. อำนาจล้น
- รัฐธรรมนูญปี 60 ซึ่งมีค่ายกลซุกซ่อนอยู่มากมาย
- องค์กรอิสระ
- ศาลรัฐธรมนูญ
กลไกลเหล่านี้สามารถขับเคลื่อนทุกอย่างให้เป็นไปตามบทที่เขียนรอไว้ ส่วนประชาชนมีเพียงอำนาจเดียว คือ “เลือกตั้ง”
สมการการเมืองในลำดับต่อไป จึงขึ้นอยู่กับว่า “ฉากทัศน์ไหนที่ฝ่ายผู้มีอำนาจพอใจ” ก็จะไปจบลงที่ตรงนั้น
ตัวอย่างเช่น ฉากทัศน์ นายเศรษฐา เป็นนายกฯ เพื่อไทยจัดรัฐบาลที่มีก้าวไกลอยู่ด้วย น่าจะยาก เพราะยังไม่ได้ใกล้โหวต นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ก็เตรียมแฉแคนดิเดตในบัญชีคนต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเป็นนายเศรษฐา จากเพื่อไทย
ตัวอย่างนี้ก็อาจบอกได้ว่า เป็นหนึ่งในแผนเขี่ยลูกให้ เก้าอี้นายกฯ ไหลไปต่อถึงใคร บิ๊กป้อม หรือ คนนอก หรือไม่
นายชูวิทย์ ถูกกล่าวหาว่าทำงานให้ใคร ?
ฉากทัศน์ที่ว่ามานี้ บรรดาคนการเมืองรุ่นใหญ่ ซึ่งมีสายสัมพันธ์กับสถาบันหลักของชาติ อ่านออก และทราบกันดีทั้งหมด
ยกอีกหนึ่งตัวอย่าง วันก่อนช่วงก่อนโหวตนายกฯ รอบ 2 คือก่อน 19 ก.ค. พรรคทางเลือกใหม่ นำโดย นายราเชน ตระกูลเวียง ยกทัพกันไปจัดงาน Thank you Party ให้กับสมาชิกและผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคในภาคใต้ แม้จะพ่ายแพ้ ไม่ได้ ส.ส.เลย แต่ก็ยังมีกิจกรรมต่อเนื่อง
คณะของพรรคทางเลือกใหม่ ไปพบ นายสัมพันธ์ ทองสมัคร อดีต รมว.ศึกษาธิการ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช 13 สมัย สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และได้คุยการเมืองกัน
นายสัมพันธ์ เจ้าของฉายา “หมอผี” ฟันธงเปรี้ยงเลยว่า “พิธาไม่ได้นายกฯแน่นอน ปิดประตูพิธา”
ถามว่าใครจะมาเป็นนายกฯ เจ้าของฉายา “หมอผี” บอกว่า “ไม่ใช่คนของเพื่อไทย น่าจะเป็น พล.อ.ประวิตร มากกว่า เพราะวางเกมไว้หมดแล้ว มีดีลต่างๆ หมดแล้ว”
และยังทิ้งท้ายว่า “ใครเป็นรัฐบาลก็ตาม อยู่ได้ไม่นาน ไม่เกิน 2 ปี บวกลบ ถึงเวลาก็ต้องเริ่มใหม่ โดยใช้การแก้ไขยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นเกณฑ์ แต่สิ่งที่คนไทยต้องจับตาคือ ใครมีอำนาจเขียนรัฐธรรมนูญ”
ใครเขียนรัฐธรรมนูญ คนนั้นคือผู้กำหนดเกมคนต่อไป