เมื่อถามว่า มีแผนสำรองหากโหวตครั้งแรกไม่ผ่านหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกันใน 8 พรรคร่วม มองว่ายังไม่ถึงวาระที่จะประชุม และยังไม่ได้มีการพูดคุยถึงจำนวนครั้งที่จะโหวต ซึ่งในที่ประชุม 8 พรรคร่วมในช่วงเช้า ก็มีผู้เสนอว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้ ส.ส.โหวตก่อนแล้วตามด้วย ส.ว. แต่ในที่ประชุมเห็นว่า ไม่ควรยกเว้นข้อบังคับ ยืนยันว่าทั้ง 8 พรรคจะเสนอชื่อ “นายพิธา” เสียงส่วนมากย้ำว่า การพูดคุยกับ ส.ว.จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
เมื่อถามว่า กังวลเรื่องการพิจารณาหุ้นสื่อของนายพิธาหรือไม่ นายชัยธวัช กล่าวว่า เป็นไปตามที่นายพิธาทำหนังสือไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่มีการแจ้งข้อเท็จจริงตามข้อกฎหมาย ส่วนที่มีการกล่าวหานายพิธา ควรเปิดโอกาสให้นายพิธาได้ชี้แจงตามกระบวนการที่ควรจะเป็น ตอนนี้เกิดคำถามว่า ทำไมจึงลุกลี้ลุกลนจนมีกระแสข่าวว่าจะรวบรัดกกต.ให้พิจารณา มีธงหรือไม่ ที่จะส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ของนายพิธาก่อนที่จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรี
ตนคิดว่ากกต.ต้องอธิบายให้ได้ว่า ทำไมจึงไม่มีกระบวนการเรียกนายพิธา จะอ้างว่าไม่จำเป็น ไม่ได้ เพราะตามระเบียบปกติ ควรจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนไต่สวน จะมีเช่นนั้นไปทำไม หาก กกต.จะส่งทุกเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งทางสื่อมวลชนก็ทราบว่า มีข้อเท็จจริงและข้อถกเถียงกันมากว่า ไอทีวีเป็นสื่อหรือไม่ ซึ่งคงฟันธงไม่ได้ว่า กกต.จะส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเรื่องน่าผิดสังเกต ตนหวังว่าจะไม่มีธงทางการเมือง แม้กกต.จะออกผลการพิจารณาในวันพรุ่งนี้ (12 ก.ค.) แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีผลต่อการโหวตนายกรัฐมนตรี
นายชัยธวัช กล่าวต่อ ในเรื่องที่ตนบอกว่า มีการส่งข้อความในกลุ่ม ส.ว.หวังว่าจะไม่เป็นความจริง ซึ่งพรรคก้าวไกล มีหน้าที่รับผิดชอบศักดิ์ศรีของประชาชน ตนไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์ที่นายพิธาจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็น 50:50 ใช่หรือไม่ นายชัยธวัช ยิ้มก่อนกล่าวว่า ไม่ต้องการ 50 แต่ต้องการ 70