ส่วนความคาดหวังว่าจะมีการพลิกขั้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลกับฝ่ายค้านจบไปตั้งแต่การเลือกตั้งแล้ว และตอนนี้เมื่อมีการรับรอง ส.ส. ก็มีเพียงจุดยืนของแต่ละพรรค ซึ่งของภูมิใจไทยก็ยืนยันว่าไม่สนับสนุนการแก้ไขมาตรา 112 และไม่สนับสนุนรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซึ่งต้องรอดูในวันโหวตนายกว่าพรรคการเมืองจะเสนออะไรขึ้นมา เพราะพรรคภูมิใจไทย เป็นพรรคลำดับที่ 3 ยังไม่ได้มีบทบาทในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
"หากพรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแทน ก็ต้องดูว่าจะรวมกับใคร พรรคการเมืองไหนที่สามารถร่วมงานได้ หรือร่วมงานไม่ได้ มีความลำบากใจที่จะร่วมงานหรือไม่" นายอนุทิน ระบุ
นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การโหวตนายกควรจะโหวตเพียงครั้งเดียว เพื่อให้ได้ผู้นำตามหลักประชาธิปไตย เมื่อเสนอชื่อเข้ามาครั้งเดียวแล้วไม่ได้เสียงข้างมาก ก็ต้องเคารพกติกาโดยการไปเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งมีวิธีการ และบทบัญญัติกำหนดอยู่ ที่ต้องตีความโดยขึ้นอยู่กับ ประธานรัฐสภาจะวินิจฉัยอย่างไร และหากจะมีการเสนอซ้ำ ก็ต้องขอมติจากที่ประชุมก่อน
ส่วนจะต้องมีการหารือกับฝ่ายรัฐบาลเดิมเพื่อให้แนวทางการโหวตเป็นไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่นั้น ส่วนตัวยืนยันว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยอะไรกัน พร้อมย้ำว่าขณะนี้ไม่มีซีกแล้ว ตนเคยพูดตั้งแต่ปี 2562 แล้วว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ยอมให้ได้รัฐบาลมา โดยที่มีเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง และให้ ส.ว. มาช่วยโหวต สร้างรัฐบาลขึ้นมา ขอยืนยันยังรักษาคำพูดอยู่เหมือนเดิม หากรวมเสียง 188 แล้ว ส.ว. โหวตให้ ก็เกิน 376 เสียง แต่ค้านกับจุดยืนพรรคภูมิใจไทย
ทั้งนี้ อย่าบอกว่าเป็นการปิดประตูซีก 188 เสียง แต่ต้องทำตามระบอบประชาธิปไตยโดยตรง ได้รัฐบาลเสียงข้างมาก ไม่ใช่ว่าเมื่อไปรวมเสียงได้เสียงข้างน้อย เมื่อ ส.ว.ส่งเป็นรัฐบาลเสร็จ รัฐบาลกลายเป็นเสียงข้างน้อยทันทีจะทำงานอย่างไร ก็ต้องมีการลาออก ยุบสภา ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เสียงบประมาณอีก และย้ำว่าผู้ที่จะได้เสียงสนับสนุนจากพรรคภูมิใจไทย จะต้องไม่เข้าเงื่อนไข 2 ข้อ คือ
- พรรคภูมิใจไทยไม่สนับสนุนการยุ่งเกี่ยวกับ ม.112
- ไม่เอารัฐบาลเสียงข้างน้อย "ยังเหมือนเดิม พูดแล้วทำ"