อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าเป็นการกระทำที่มุ่งหวังผลประโยชน์ทางการเมือง จึงอาจเข้าข่ายมีเจตนาไม่สุจริต มีกระทบกระเทือน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน นำไปสู่การทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และนำไปสู่ระบอบประชาธิปไตยแบบอื่นหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้นย่อมไม่ไกลเกินเหตุที่จะเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง
"มีหลายประเด็นที่เห็นว่าเข้าข่าย ต้องโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 19/2564 ที่ศาลวินิจฉัยไว้เบื้องต้นว่า การยกเลิกหรือการแก้ไขกฎหมายใด ที่มีไว้เพื่อห้ามไม่ให้ผู้ใดล่วงละเมิด หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สถาบันพระมหากษัตริย์ การกระทำนั้นได้มีคำสั่งห้ามไปแล้วในคำวินิจฉัยดังกล่าว" นายธีรยุทธกล่าว
นายธีรยุทธ กล่าวต่อว่า คำร้องนี้แตกต่างจากคำร้อง ที่สำนักงาน กกต. ตีตก ซึ่งคำร้องนั้นอ้างอิงถึงกฎหมาย พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ขณะที่คำร้องวันนี้ (16มิ.ย.) อ้างถึงรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 เห็นเจตนารมย์ของศาลรัฐธรรมนูญว่า "เป็นการดับไฟตั้งแต่ต้นลม มิให้ความร้ายแรงนั้น จะพึงเกิดขึ้นในภายภาคหน้า" ส่วนพยานหลักฐานต่างๆที่ได้มาเรียนต่อศาล ขอให้อยู่ในดุลพินิจของศาล ที่จะชี้แนะต่อไป ซึ่งผู้ร้องทำคำร้อง 18 หน้า และเอกสารพยานหลักฐานทั้งหมด 98 แผ่น