ส่วนคำว่า "เป็นธรรม" เป็นรากฐานของประชาธิปไตย การจะเกิดความเป็นธรรมได้ ต้องมีทั้งเรื่อง "สิทธิ เสรีภาพ ภราดรภาพ ความเท่าเทียม ความไม่เหลื่อมล้ำ" ซึ่งล้วนเป็นเรื่องที่สังคมต้องการ
จากประสบการณ์ของ "เสธ.แมว" มองว่า เงื่อนไขเปลี่ยนการเมือง มี 2 อย่างสำคัญ คือ
1.ประชาชนไม่มีจะกิน คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง
2.เรื่องความไม่ธรรม
จึงคือที่มาของคำว่า "พรรคเป็นธรรม" เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
สำหรับประวัติชีวิตของ "ปิติพงศ์" เอง ก็ถือว่าไม่ธรรมดา อยู่ในครอบครัวคหบดีย่านฝั่งธนบุรี เป็นเจ้าของที่ดินที่สร้างเป็น "สถานีขนส่งสายใต้" ทั้งแห่งเก่า บริเวณสามแยกไฟฉาย และแห่งใหม่ย่านตลิ่งชัน ติดกับทางยกระดับบรมราชชนนี
ส่วนเรื่องการศึกษาจบคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และไปศึกษาต่อด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
ขณะที่ "นล" กัณวีร์ สืบแสง จบจากโรงเรียนสวนกุหลาบ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ระดับเกียรตินิยม ก่อนไปศึกษาต่อปริญญาโทที่สหรัฐฯ และเคยทำงานที่ สมช. จึงรู้จักสนิทสนมกับ "เสธ.แมว"
ต่อมาได้ลาออกจาก สมช. ไปทำงานยูเอ็น ในส่วนงานดูแลผู้อพยพ หรือ ยูเอ็นเอชซีอาร์ (สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ) เคยเป็น ผอ.ศูนย์อพยพสำคัญๆ ทั้งที่ จ.แม่ฮ่องสอน และอีก 8 ประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศล้วนงานหนัก งานใหญ่ทั้งสิ้น เช่น ซูดาน และศูนย์สุดท้ายที่เข้าไปทำงานก่อนลาออกมาลงการเมือง คือ เมียนมา
การไปทำงาน "ยูเอ็นเอชซีอาร์" ได้รับการสนับสนุนจาก "เสธ.แมว" เป็นคนลงนามรับรอง จึงเพิ่มน้ำหนักให้ "นล" กัณวีร์ ได้เข้าไปแสดงฝีมือในหน่วยงานระดับนานาชาติ ความสัมพันธ์ของ 2 คนนี้ จึงแนบแน่น ไม่แพ้ "ปิติพงศ์" กับ "เสธ.แมว"
ทว่า วันเวลาผ่านไป 12 ปี "นล" กัณวีร์ เกิดความสนใจการเมือง จึงมาปรึกษา "เสธ.แมว" และสุดท้ายลงตัวที่ "พรรคเป็นธรรม"
โดย "นล" กัณวีร์ เข้าไปเป็นรองหัวหน้าพรรค ก่อนขยับเป็นเลขาธิการพรรค เพราะคุยกับ "ปิติพงศ์" แล้วคลิกลงตัว ชูนโยบายสำคัญด้านสิทธิมนุษยชน และความมั่นคง ที่เคารพสิทธิเสรีภาพและกฎหมาย จึงลุยงานด้านนี้เต็มตัว ประกาศนโยบายที่แรงและตรง ทำให้ได้ใจมวลชนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
เมื่อไล่ดูผลเลือกตั้งพรรคเป็นธรรม กลับได้คะแนนกระจายจากทั่วประเทศ 181,699 คะแนน โดย "เสธ.แมว" วิเคราะห์ว่า เป็นเพราะนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนที่เสนอสำหรับแก้ปัญหาชายแดนใต้ โดนใจคนทั่วประเทศ จึงได้คะแนนมาเป็นกอบเป็นกำ
"พรรคเป็นธรรม" มีความเป็นธรรมตั้งแต่การบริหารงานในพรรค เพราะ "ปิติพงศ์" ยอมเสียสละ เป็นหัวหน้าพรรค แต่ลงสมัคร ส.ส.เขต ซึ่งถือเป็นอีกพรรคหนึ่งที่หัวหน้าพรรคลงส.ส.เขต นอกจากพรรคเพื่อไทย กับพรรคทางเลือกใหม่ แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง ส่วนปาร์ตี้ลิสต์ เบอร์ 1 เป็น "นล" กัณวีร์ และได้เข้าสภา
ทั้งคู่ร่วมงานกันอย่างดีไม่มีปัญหา ซึ่งวันนัดดินเนอร์ว่าที่พรรคร่วมรัฐบาล "ปิติพงศ์" ก็เป็นคนไปส่ง "กัณวีร์" แต่ไม่ได้เข้าไปร่วมงาน
ส่วนวันแถลงข่าวร่วมกันที่โรงแรม โอกุระ เพรสทีจ หัวหน้าพรรคต้องไป "ปิติพงศ์" จึงปรากฏตัวพร้อม "กัณวีร์" และมอบหมาย "กัณวีร์" ให้ไปหารือการจัดทำกรอบเอ็มโอยูนโยบายและการแถลงทิศทางของรัฐบาลชุดใหม่ 22 พ.ค.นี้
ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 9 ปีรัฐประหาร 57 พอดิบพอดี!