ด้าน นายศุภวุฒิ กล่าวว่า นโยบายของพรรคเพื่อไทยอยู่บนพื้นฐานการหยิบยื่นโอกาสให้ประชาชนสามารถสร้างรายได้ สร้างความมั่งคั่ง ทำให้เศรษฐกิจโต เพื่อให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น มีเงินเพียงพอในการดูแลประชาชนไม่ให้ตกหล่น ซึ่งเป็นพื้นฐานที่เรายึดถือมาตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ที่เข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วงที่ประเทศเป็นหนี้ไอเอ็มเอฟ เศรษฐกิจภายในขาดความมั่นใจ ฟื้นตัวยาก จึงได้ดำเนินนโยบายอย่างครบถ้วน ครอบคลุมตั้งแต่กองทุนหมู่บ้าน ให้สินเชื่อธุรกิจรายย่อย โครงการโอทอป สร้างผลิตภัณฑ์และหาตลาด ลดภาระหนี้เกษตรกร พร้อมขับเคลื่อนการเจรจาการค้ากับประเทศต่าง ๆ จนเกิดเป็นความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย – ญี่ปุ่น (JTEPA) และกำลังไปเจรจาการค้าเสรีกับสหรัฐฯ แต่ถูกปฏิวัติก่อน
ผลจากการขับเคลื่อนนโยบายเหล่านี้ในช่วงเวลา 6 ปีนั้น ทำให้ GDP ไทยโตเฉลี่ย 5.4% เทียบกับเศรษฐกิจไทยตั้งแต่ทหารเข้ามายึดอำนาจ ปี 2557-2562 ไทยมี GDP โตเพียง 3% ต่อปี ทั้งนี้ การที่ GDP ไทยโตเร็ว จะสามารถแก้หนี้สาธารณะได้ เช่นตอนที่พรรคไทยรักไทยเข้ามารับตำแหน่ง หนี้สาธารณะอยู่ที่ 58% ของ GDP เมื่อถูกปฏิวัติ หนี้สาธารณะของไทยเหลือ 39% ของ GDP ล้วนมาจากแนวคิดขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้งภาพใหญ่และภาพเล็ก ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
"แนวคิดนี้ต่างจากรัฐสวัสดิการ ตรงที่รัฐสวัสดิการต้องให้รัฐบาลมีขนาดใหญ่มาก ๆ ดูแลตั้งแต่เกิดจนตาย รัฐบาลต้องกำกับทุกอย่าง แต่ถ้าไปดูการเก็บภาษีต่อ GDP ของประเทศรัฐสวัสดิการ เช่น นอร์เวย์ ฟินแลนด์ สวีเดน จะเก็บภาษี 50-60% ของ GDP ประเทศไทยเก็บภาษี 20% ของ GDP ดังนั้น จึงเป็นแนวคิดที่แตกต่างกัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยต้องการให้รัฐบาลมีขนาดไม่ใหญ่มาก คือการกระจายอำนาจ หากมีการเก็บภาษี 40% จะทำให้รัฐบาลมีอำนาจทางเศรษฐกิจทั้ง 40% ของ GDP แต่เราต้องการกระจายอำนาจ เพราะว่าเราเชื่อว่าประชาชนมีความสามารถ โดยมีรัฐบาลเพื่อไทยเป็นทีมขับเคลื่อนอยู่ข้างหลัง" นายศุภวุฒิกล่าว
โดยยกตัวอย่างโครงการ 30 บาท รักษาทุกโรค ในเชิงเศรษฐกิจ สามารถทำให้ประชาชนเข้าถึงการประกันสุขภาพจาก 69% ในปี 2544 เพิ่มขึ้นเป็น 97% ในปี 2549 ลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุขไปได้ 20 ล้านคน และช่วยให้คนไม่เข้าสู่เสี่ยงล้มละลายเนื่องจากค่ารักษาพยาบาลถึง 2 แสนครอบครัว โดยที่การใช้จ่ายด้านสาธารณสุข ยังคงเท่ากับ 3.1% ทั้งในปี 2544 และปี 2549 ไม่ได้เพิ่มขึ้นเพราะมากจาก GDP โตขึ้น คือ Smart Government ที่ให้เกิดขึ้น
ซึ่งในขั้นต่อไป เราจะอัปเกรดโครงสร้างภาคสาธารณสุขให้สมบูรณ์ดีกว่าเดิม ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพรายบุคคลมากกว่าแค่การรักษาทุกโรค นัดคิวออนไลน์ ตรวจได้จากคลินิกใกล้บ้าน ลดการแออัดในโรงพยาบาล บัตรประชาชนใบเดียวรักษาได้ทั่วไทย พร้อมดูแลให้คนอายุน้อยมีคุณภาพที่ดีตั้งแต่เด็ก เช่น ฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกฟรีให้กับเด็กหญิงอายุ 9-11 ปี ตรวจคัดกรองพยาธิใบไม้ในตับและไวรัสตับชนิดที่มีความเสี่ยงให้มะเร็งตับฟรี นี่คือสิ่งที่รัฐบาลช่วยคิดแทน เพราะถ้ารัฐบาลไม่ได้คิดแทน เราจะมีปัญหา IUU เช่นที่ผ่านมา
จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวช้า และพบว่าเอสเอ็มอีในประเทศเริ่มมีปัญหาทางการเงิน เป็นหนี้สงสัยจะสูญ หรือเริ่มจ่ายดอกเบี้ยไม่ได้ 20% ของสินเชื่อเอสเอ็มอี หนี้ส่วนบุคคลเอ็นพีแอลแตะ 20% เป็นเหตุผลที่เราต้องกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ให้ฟื้นตั้งแต่ปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้าเป็นต้นไป
นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยได้รับการติดต่อจากประเทศต่าง ๆ กำลังสนใจเจรจาการค้าและเศรษฐกิจ อาทิ นักลงทุนจากจีน เกาหลีใต้ รวมถึงญี่ปุ่นที่มีเม็ดเงิน 5,000 ล้านเหรียญ สำหรับการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาเป็นประเทศอื่น หรือการที่สิงคโปร์ขึ้นภาษีชาวต่างชาติที่ซื้อบ้านในสิงคโปร์จาก 30% เป็น 60% ทำให้เขาเริ่มมองหาประเทศอื่นแทน ซึ่งเรามองว่าเหล่านี้ล้วนเป็นโอกาสของประเทศไทยทั้งสิ้น ขอให้เพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล
ขณะที่ นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า การทำให้เศรษฐกิจเติบโต ไม่ใช่เพียงแต่ด้านอุปสงค์ กำลังซื้อ หรือความต้องการสินค้าในตลาดต่างประเทศเท่านั้น ฝั่งการผลิตหรืออุปทานถือเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เช่น ปัญหา IUU ที่ทำให้เรือประมงหายไปกว่า 30,000 ลำ ทั้งที่สามารถผลิตอาหารทะเลป้อนตลาด และส่งออกต่างประเทศได้ ซึ่งฝั่งอุปทานหายไป ไม่มีความใส่ใจแก้ไข รวมทั้งอุตสาหกรรมภาคการผลิต ธุรกิจบริการ หรือธุรกิจการเกษตร ที่ต้องเพิ่มผลิตภาพ ซึ่งจะทำให้ประชาชนภาคส่วนต่างๆมีรายได้ที่สูงขึ้น สอดคล้องกับผลิตภาพที่สูงขึ้นด้วย เมื่อมีรายได้ที่ดีพร้อม ผู้ประกอบการจะสามารถจ่ายค่าตอบแทนในอัตราที่สูงขึ้นได้
ทั้งนี้ ขอให้ภาคการผลิต ผู้ประกอบการ นักธุรกิจ นักลงทุน เกษตรกรทุกสาขา มีความเชื่อมั่นว่า รัฐบาลในยุคไทยรักไทย รัฐบาลพรรคเพื่อไทย ให้ความสำคัญเรื่องวินัยการเงินการคลังเป็นอย่างยิ่ง นโยบายด้านภาคการผลิต ที่จะต้องผลักดันในช่วงต้น ๆ ต้องอยู่ภายใต้กรอบวินัยการเงิน การคลัง อย่างรอบด้าน
ขณะที่นโยบายโฉนดถ้วนหน้า 50 ล้านไร่ ซึ่งเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเอาโฉนดมาซื้อใจประชาชนอยู่ในป่าที่สาธารณะหรือไม่ จากการลงพื้นที่ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า ประชาชนจำนวนมากอาศัยบนที่ดินทำกินนั้นมาอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลายาวนาน และโดยข้อกฎหมายควรจะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ นโยบายโฉนดถ้วนหน้า 50 ล้านไร่ เพื่อให้ประชาชนได้รับสิทธิ์อันควรถือเป็นหน้าที่ และจะมีผลทางเศรษฐกิจ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในระบบนิเวศควบคู่ไปกับนำเอาที่ดินเป็นหลักประกันสินเชื่อไปปรับปรุงพื้นที่การผลิตให้มีผลผลิตต่อไร่ที่สูงขึ้นและดีขึ้น ส่งผลไปถึงการลดปัญหา PM 2.5 การท่องเที่ยวจะดีขึ้นด้วย
"พรรคเพื่อไทยมองภาพรวมครบ ไม่ได้ประกาศนโยบายแต่ละชิ้นมาเพื่อเพียงเอาใจผู้ที่รับผลประโยชน์ทางตรง แต่ทั้งหมดจะรวมกันกลายเป็นเศรษฐกิจที่ดี" นายกิตติรัตน์ กล่าว