เปลี่ยนขั้วทางการเมืองครั้งที่ 1
หลังจากกรณีไล่ขยี้ “ทักษิณ” ปมขายหุ้นชินคอร์ป กระทั่งเคสสอย “สมัคร” ตกเก้าอี้นายกฯ ภาพลักษณ์ของ “เรืองไกร” ในสายตาคนทั่วไป ก็คือศัตรูตัวกลั่นของ “พรรคเพื่อไทย”
แต่ในปี 2553 ในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ “เรืองไกร” ก็ได้สร้างความฉงนให้กับสังคม เนื่องจากได้เข้าร่วมเวทีเสวนากับ "กลุ่ม นปช." หรือ “กลุ่มคนเสื้อแดง” หลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งต่อมาเขาก็ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
โดยช่วงต้นปี 2557 เขาได้ลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อในนาม “พรรคเพื่อไทย” แต่การเลือกตั้งดังกล่าว ถูกตัดสินให้เป็นโมฆะ และหลังการรัฐประหารปี 2557 “เรืองไกร” ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ถูก คสช. เรียกเข้าไปปรับทัศนคติ
แต่หลังจากนั้นท่าทีของเขาก็ยังคงเหนียวแน่นกับ “พรรคเพื่อไทย” โดยในปี 2561 เขาก็ได้ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. ขอให้อายัดนาฬิกาหรูและแหวนเพชร ของ "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" มาตรวจสอบว่า เป็นทรัพย์สินที่ชอบด้วยกฏหมายหรือไม่ ?
และในปีเดียวกันนั้นเขาก็ได้สมัครเป็นสมาชิก “พรรคไทยรักษาชาติ” ซึ่งก็เป็นเครือข่ายของ “พรรคเพื่อไทย” ก่อนที่จะถูกยุบพรรคในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2562 แต่หลังจากนั้นบทบาทการทำหน้าที่ต่างๆ ของเขา ก็ถูกมองว่า ยังคงแนบแน่นอยู่กับฝั่งเพื่อไทย
เปลี่ยนขั้วทางการเมืองครั้งที่ 2
กระทั่งในปี 2564 “เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” ก็ได้สร้างเซอร์ไพรส์ทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อชื่อของเขาปรากฏอยู่ในคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณฯ ในโควต้าของ "พรรคพลังประชารัฐ" โดย “เรืองไกร" ได้ให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมาว่า เขาห่างๆ จาก “พรรคเพื่อไทย” มาสักระยะแล้ว
ซึ่งระหว่างการอภิปรายร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว และมีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ “เรืองไกร” ก็เล่นใหญ่ ชูป้ายที่มีข้อความว่า “บิ๊กตู่อยู่ยาวๆ” เพื่อแสดงออกถึงความรักที่มีต่อพรรคพลังประชารัฐแบบสุดๆ
ต่อมาช่วงต้นปี 2565 “เรืองไกร” ก็ได้ลาออกจากการเป็นสมาชิก “พรรคพลังประชารัฐ” ก่อนสมัครเป็นสมาชิกอีกครั้ง เมื่อช่วงปลายปี 2565 ปัจจุบันเขาเป็นผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อของ “พรรคพลังประชารัฐ” อันดับที่ 22
และก่อนวันเลือกตั้งครั้งนี้ ชื่อของ “เรืองไกร” ก็ดังกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง จากการที่เขายื่นเรื่องให้ กกต. ตรวจสอบคุณสมบัติของ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ว่าถือหุ้นในไอทีวี ? เข้าข่ายขัดต่อคุณสมบัติการเป็น ส.ส. หรือไม่ ?
และก็ช่วยไม่ได้ที่หลายคนจะโยงเรื่องนี้ไปยังประเด็นทางการเมือง เพราะจังหวะเวลามันเป๊ะเกินที่จะอ้างว่าบังเอิญ รวมถึง “พิธา” เอง ก็เป็น ส.ส. มา 4 ปี แต่ก่อนหน้านี้ ก็ไม่ได้มีการนำประเด็นดังกล่าวมาขยี้แต่อย่างใด
ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไปว่า เรื่องนี้จะส่งผลกระทบกับ “พิธา” และ “พรรคก้าวไกล” ในการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างไร จะสามารถหยุดความร้อนแรงลงได้ หรือยิ่งทำให้คะแนนของ “พรรคก้าวไกล” พุ่งกระฉูดยิ่งขึ้นๆ ไปอีก ?
อ้างอิง
เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ