การพัฒนาระบบขนส่งของใช้ในเมืองมหานคร แผ่กระจายความเจริญก้าวหน้า ไปส่งภูมิภาค เกิดจากสนับสนให้มีการก่อสร้างระบบขนส่งมวลชนในเมืองหลัก 6 เมือง อยากเชียงใหม่ ก่อสร้างรถไฟฟ้ารางเบา ระยะทาง 15.8 กิโลเมตรวงเงินประมาณ 27,200 ล้านบาท 1,400 ล้านบาท มี 2 เส้นทางระยะที่ 1 ระยะทาง 28 กิโลเมตรวงเงิน 18,400 บาท ขอนแก่น ระยะทาง 26 กิโลเมตรวงเงิน 22,000 ล้านบาท
บริเวณสนามบินภูเก็ตระยะทาง 41.7 กิโลเมตรวงเงิน 30, 200 ล้านบาท พิษณุโลกรถรางล้อยางระยะทาง 12.6 กิโลเมตรวงเงิน 760 ล้านบาท หาดใหญ่จังหวัดสงขลาเป็นโมโนเรลระยะทาง 13 กิโลเมตรวงเงินเป็น 16,200 ล้านบาท วงเงินทั้งหมดที่ใช้เกือบ 10,200 ล้านบาท ปัจจุบันในกรุงเทพฯใช้ 1 ล้านล้านบาท
ขณะเดียวกันรีบแก้ไขปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียวและสายสีส้ม จะไม่นำปัญหาของ 2 สายนี้มาผูกโยงกัน ตามที่มีความสังเกตว่าการแก้ไขปัญหารถไฟสีเขียวนี้มีปัญหาคาราคาซัง และการประมูลรถไฟฟ้าที่ต้องเสียงบจำนวนมากจะต้องไม่เกิดขึ้น
ด้านนายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ประธานคณะกรรมการนโยบายและทีมเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาระบบการเงินของพรรคว่า จะประกาศนโยบายพัฒนาหาดใหญ่ให้เป็นศูนย์กลางพัฒนาการเงินของภูมิภาค อดีตหาดใหญ่เคยรุ่งเรือง และหากมีการกระตุ้นให้ได้รับการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย ก็จะทำให้หาดใหญ่เติบโตขึ้นได้ เปิดกว้างเป็น Sandbox โอกาสที่จะพัฒนาให้เหตุใดเป็นศูนย์กลางการเงินนานาชาติ มีสูงมาก
เราเป็นประเทศที่ไม่ขัดแย้งกับใคร อยู่ในสภาวะที่คนทั่วโลกให้ความนิยม ก็มีโอกาสที่สูง จึงต้องมีการพัฒนาความเร็วสูงเชื่อมต่อสิงคโปร์ มีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆรวมไปถึงความปลอดภัย เชื่อได้ว่า หาดใหญ่จะมีศักยภาพ โดยในพื้นที่ภาคใต้พรรคประชาธิปัตย์มี ส.ส. มากที่สุดจึงจะต้องผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ แต่จะต้องมีการแก้ไขกฎหมายเรื่องภาษี ก็ไปถึงพัฒนา Data Center
นอกจากนี้ต้องมีการพัฒนาธนาคารท้องถิ่น หรือ ธนาคารเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น โดยให้ท้องถิ่นต่างๆเป็นผู้ถือหุ้น โดยที่รัฐบาลไม่ต้องใส่เงิน มีหน้าที่หลักเพื่อระดมเงินเพื่อท้องถิ่นในระยะยาว ทำระบบสาธารณูปโภค ซึ่งในต่างประเทศ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถออกธนบัตรท้องถิ่นได้ ซึ่งบ้านเราไม่เคยมีใครได้ทำ แต่กลับมากระจุกอยู่ที่กระทรวงการคลัง และก็สำคัญๆก็กักไว้สำหรับรัฐบาลกลางเท่านั้น ตนเชื่อว่า ถึงเวลาใดที่ต้องเปลี่ยนเรื่องนี้
ส่วนธนาคารสหกรณ์ มีเงินอยู่ 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งไม่มีการบริหารจัดการอย่างเป็นมาตรฐานสากล จึงอยากจัดตั้งธนาคารสหกรณ์ ด้วยการออกกฎหมายในเรื่องนี้ โดยจะไม่ใช้เงินจากรัฐบาลในการอุดหนุน
ขณะที่การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน มีความพยายามที่จะแก้ไขหลายพรรค มีการปักป้ายประกาศพักหนี้ ไม่เอาเครดิตบูโรมาทำงาน ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงทางธุรกิจ ประชาธิปัตย์ไม่เดินตามแนวนั้น แต่จะเดินตามในวิธีการที่จะทำให้ระบบเข้มแข็งขึ้นไม่ให้อ่อนแอลง ไม่ให้เกิดการเสียประวัติ มีเป้าหมายลดหนี้ครัวเรือนให้ลดจาก 80% ของ GDP ลดลงประมาณ 6% เศษในระยะสั้น ซึ่งรู้ว่า เงินมีอยู่แล้ว ไม่ใช่การสร้างเลขที่อื่น
ทั้งนี้ ประชาธิปัตย์ พบว่า มีเงินอยู่ในระบบ ยืนยันว่า มีความรู้เรื่องการคลัง เงินมีแล้วเป็นเงินเก่าและมีมติครม.อนุมัติ ให้นำวันนี้ไปซื้อหุ้นได้ ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายหรือเบียดบังรัฐวิสาหกิจ หลายคนที่มาวิพากษ์วิจารณ์ไม่รู้เรื่องการเงินใช้วิธีการกู้เงินสร้างหนี้อย่างเดียว แต่ใช้การหาเงินเก่ามาทำให้เกิดประโยชน์ ไม่ให้มีการเสียวินัยการเงินการคลัง พร้อมย้ำว่า วิธีทำงานของการเงินเขาไม่มีการสร้างหนี้สาธารณะหรือเก็บภาษีเพิ่ม
นายมโนชัย สุดจิตร กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาหนี้เกษตรกรของประเทศ กว่า 7 ล้านครัวเรือน ซึ่งถือว่า หนักหน่วงจากการประมาณการ เนื่องจากรายได้ต่ำกว่ากลุ่มอาชีพอื่น ภาระหนี้สินมาก ซึ่งถือเป็นปัญหาหมักหมมมีการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หน้าโดยการใช้การพักชำระหนี้และปรับโครงสร้างหนี้ก็ยังไม่สามารถมาชำระหนี้ได้ กว่าร้อยละ 70% มีศักยภาพที่ต่ำ และ 15% ต่ำมากหรือไม่มีศักยภาพในการชำระหนี้เลยย และอีก 15% มีเกษตรกรที่สามารถชำระหนี้ได้ ยืนยันว่า ไม่ใช่ทำเสื้อโหลที่อยู่ดีๆไปพักชำระหนี้ให้
สุดท้ายก็จะเป็นภาระหนี้สินที่ล้นพ้นตัวอยู่จึงจำเป็นจะต้องมีการแก้ไขปัญหาที่คิดใหม่ทำใหม่ เป็นการลดภาระหนี้ของเกษตรกรเป็นการลดหนี้แบบยั่งยืน พร้อมล้างหนี้ให้เกษตรกรทีมีอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่มีศักยภาพในการชำระหนี้
นโยบายของพรรค ยอมรับว่า คิดทำอะไรเกี่ยวข้องกับคนจำนวนมาก จำเป็นต้องปรับบทบาทของ ธกส. จากเป็นธนาคารเฉพาะกิจ จะเปลี่ยนบทบาทเป็นสถาบันพัฒนาชนบท เป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับเกษตรกร เลยต้องมีการแก้ไขพ.ร.บ.ธกส ที่ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน
โดยจะเร่งรัดจากเงินที่รัฐบาลเป็นหนี้กับธ.ก.ส.อยู่ ตั้งแต่สมัยรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ รัฐบาลปัจจุบัน 800,000 ล้านบาท โดยใช้การแปลงหนี้ ธกส. เป็นทุนเป็นการทำพันธมิตร หรือมีเกษตรกรมาเป็นหนี้ธกส.
ส่วนหลายพรรคการเมืองเป็นการพูดถึงค่าโดยสารรถไฟฟ้าภายในกรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ จะสามารถประกาศนโยบายตรงนี้ได้ไหม นายสามารถ กล่าวว่า ตนคิดเรื่องนี้มาตลอด แต่ไม่ได้เขียนไว้ในนโยบายที่ส่งให้ กกต ซึ่งเห็นด้วยว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯราคาแพงทำให้คนใช้รถไฟฟ้าแค่เพียงประมาณ 1,200,000 คนต่อเที่ยว ประมาณ 6 แสนคนต่อวัน ซึ่งน้อยมาก ซึ่งไม่ควรน้อยกว่า 2-3 ล้านเที่ยว
"ผมเคยคิดนโยบายขึ้นมาว่า ขึ้นรถไฟฟ้า 50 บาทตลอดวันทุกสายไม่อั้น จะทำให้คนหันมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น และสามารถทำได้อย่างแน่นอน โดยไม่ทำให้รายได้ของผู้เดินทางด้วยรถไฟฟ้าลดลง แต่รายได้ที่ได้เพิ่มขึ้นสามารถแบ่งเงินมาชดเชยค่าขนส่งประมาณปีละประมาณ 7,500 ล้านบาทเท่านั้น จะได้กลับคืนมาในการลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจและการใช้พลังงานน้ำมันเชื้อเพลิงและมลพิษ ไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท" นายสามารถ กล่าว
นายสามารถ เสนอว่า ต้องเร่งแก้ไขปัญหารถไฟฟ้าสายสีเขียว ถ้ารัฐบาลมีเงินที่ใช้หนี้ให้บริษัทเอกชนผู้ถือสัมปทานแล้วเปิดประมูลใหม่ก่อนถึงปีสุดท้ายของสัมปทานปี 2572 หากไม่มีก็มีทางเดียวคือ ต้องขยายเวลาให้เขาตั้งแต่ 2572 ถึง 2602 ต่อขยายเวลาอีก 30 ปี
ส่วนการแก้ไขปัญหารถไฟฟ้าสายสีส้มต้องรอคดีที่ค้างอยู่ศาลปกครอง เพื่อพิจารณาว่าเป็นการกีดกันเพื่อเอกชนบางรายหรือไม่ ซึ่งคงใช้เวลาอีกนาน โดยหากศาลชี้ว่า ชอบด้วยกฎหมาย ตนก็อยากจะฟังคำชี้แจงจาก รฟท. ว่าสามารถชี้แจงได้ทุกประเด็นหรือไม่ ต้องการให้การกำหนดราคาทุกสายเปิดกว้างเป็นธรรมทุกสาย