เนชั่นทีวี

การเมือง

"ภูมิใจไทย" เดินหน้าร้อง กกต. สอบ "เศรษฐา-ประเสริฐ" ปราศรัยใส่ร้าย

03 พ.ค. 2566 | tinakit_rat

"ภูมิใจไทย" เดินหน้าร้อง กกต. สอบ "เศรษฐา-ประเสริฐ" ปราศรัยใส่ร้าย

ภูมิใจไทย เดินหน้าร้อง กกต. สอบ "เศรษฐา-ประเสริฐ" ปราศรัยใส่ร้าย พูดเท็จ ชี้โทษ สูงสุดอาจถึงขั้นยุบพรรค ฟาดแรง "เสี่ยนิด" แค่ตัวแสดง ไม่มีอำนาจตัดสินใจในพรรค

3 พฤษภาคม 2566 นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย แถลงถึงกรณี นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย กล่าวปราศรัยในลักษณะที่มีการใส่ร้ายด้วยข้อความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดถึงคะแนนความนิยมของผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย ในประเด็นเรื่องกัญชา โดยได้มีการกล่าวหาว่าพรรคภูมิใจไทยปล่อยให้มีกัญชาเสรีและมีการมอมเมาเยาวชน ซึ่งการใส่ร้ายดังกล่าวเป็นความเท็จ

ขอยืนยันว่าการปลดล็อกกัญชา เป็นการลงมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ของรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส.และ ส.ว. ซึ่งการลงมติดังกล่าวสมาชิกพรรคเพื่อไทย ก็ได้ลงมติเห็นชอบด้วย พร้อมย้ำว่า การออกประกาศของรัฐมนตรีสาธารณสุข เป็นการออกประกาศตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด ไม่ได้ทำตามอำเภอใจ หรือปล่อยปละละเลย

โดยการปลดล็อกกัญชามีมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 แล้ว พรรคเพื่อไทยก็ไม่เคยคัดค้านการเลย  อีกทั้งพรรคภูมิใจไทยเห็นว่า ประเทศไทยควรมีกฎหมายออกมาควบคุมกัญชาในเรื่องของการใช้ทางการแพทย์และเศรษฐกิจ จึงเสนอร่างกฎหมายกัญชากันชงเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร แต่ร่างกฎหมายยังไม่ผ่านความเห็นชอบ เป็นเพราะ ส.ส.พรรคเพื่อไทยหรือพรรคอื่น ดึงเกมให้การพิจารณาร่างกฏหมายไม่แล้วเสร็จ 

ดังนั้น การที่นายเศรษฐา ออกมาปราศรัย เป็นการใส่ร้ายด้วยความเท็จหรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครของพรรคภูมิใจไทย อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา 73 ซึ่งได้กำหนดไว้ว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อจูงใจให้มีสิทธิเลือกตั้ง ลงคะแนนให้แก่ตน หรืองดเว้น หรือการลงคะแนนให้ผู้สมัคร หรือการชักชวนให้ไปลงคะแนนไม่เลือกผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยวิธีการดังต่อไปนี้ คือ (5) หลอกลวงบังคับขู่เข็ญ ใช้อิทธิพลคุกคาม ใส่ร้ายด้วยความเท็จ หรือจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยม ของผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง

โดยสถานะของนายเศรษฐา เป็นที่ปรึกษาของหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ไม่ได้มีผลทางกฎหมาย แต่เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการบริหารของพรรค ที่จะต้องมีหน้าที่ในการควบคุมและกำกับดูแล ไม่ให้สมาชิกกระทำการที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ต่อทั้งระเบียบประกาศและคำสั่ง

นอกจากนี้การที่ นายเศรษฐา ได้ปราศรัยว่า ถ้าเลือกพรรคภูมิใจไทยจะได้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ก็ถือเป็นการใส่ร้ายด้วยความเท็จ เพราะความจริง พรรคภูมิใจไทยได้ประกาศมาโดยตลอดว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกรัฐมนตรีมาโดยตลอด

นายศุภชัย กล่าวว่า ขณะนี้มีสมาชิกพรรค ซึ่งได้รับความเสียหายจากการกระทำดังกล่าว ได้ไปดำเนินการทางคดีแล้ว เช่น นายศุภชัย โพธิ์สุ ร้องต่อ กกต.จังหวัดยครพนม ต่อกรณีที่นายเศรษฐา ปราศรัยว่า หากเลือกนายศุภชัยและพรรคภูมิใจไทย จะนำเสรีกัญชามามอมเมาเยาวชนชาวนครพนม

อีกทั้งยังมีกรณีของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แถลงโจมตีใส่ร้ายพรรคภูมิใจไทย และสมาชิก จึงยืนยันว่าพรรคจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องตัวเอง ดังนั้นวันนี้นายเศรษฐา ต้องพร้อมรับในผลสิ่งที่ตนเองได้พูด ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่มีวุฒิภาวะ ยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยจะไม่ยอมในเรื่องนี้แน่นอน

อย่างไรก็ตามมาตรา 101 ของพ.ร.บ.พรรคการเมือง ได้บัญญัติว่า ผู้ใดแจ้ง หรือกล่าวหาพรรคการเมือง หรือบุคคลใด ว่ากระทำผิด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ โดยรู้ว่าเป็นความเท็จ มีโทษต้องระวาง จำคุกไม่เกินห้าปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งเพิกถอน สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ถ้าผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นพรรคการเมือง ซึ่งรวมถึงกรรมการบริหารพรรค ต้องระวางโทษเป็นสองเท่า ของโทษที่กำหนดไว้ และให้คณะกรรมการส่งเรื่อง ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมืองนั้นและเพิกถอนสิทธิ สมัครรับเลือกตั้ง ของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหาร พรรคการเมือง

ส่วนการดำเนินการดังกล่าว จะเป็นข้อกดดันในการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า พรรคไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของพรรคการเมืองอื่น ดังนั้นขอให้นายเศรษฐาทบทวนการกระทำของตนเอง และเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทยประกาศยืนยันให้ชัดเจนเลยว่า หากเห็นว่ากัญชามีปัญหา จะดำเนินการทำให้กัญชากลับไปเป็นยาเสพติดเช่นเดิม

พร้อมฝากไปถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ให้ดำเนินการตามหน้าที่ ของทีมงานสืบสวนสอบสวน โดยที่ไม่ต้องมีผู้ออกมาร้องเรียน ทั้งเรื่องการปราศรับโจมตี และความพยายามของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ที่ป่วนเวทีปราศรัยของพรรค ซึ่งทางพรรคได้ยื่นให้ตรวจสอบมาหลายครั้งแล้ว เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม

เมื่อถามว่า นายเศรษฐา ตั้งกำแพง ไม่เอา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ และไม่เอาพรรคกัญชา ถ้าหลังเลือกตั้ง ไม่เป็นไปตามนี้ นายเศรษฐา ต้องรับผิดชอบหรือไม่ นายศุภชัย กล่าวว่า “ผมไม่คิดว่าคุณเศรษฐา จะมีอำนาจในการตัดสินใจ ท่านก็เป็นตัวแสดงคนหนึ่งแค่นั้นเอง ท่านมา ท่านก็ช็อปปิ้งตำแหน่งนายกฯ ถ้าไม่ได้ก็กลับไปขายบ้านจัดสรรเหมือนเดิม แต่ดูแล้วท่านก็คงประเมินอยู่ ท่านก็มีโอกาสพูดบนเวที แต่ในเชิงการเมืองท่านต้องไปเรียนรู้ ท่านอาจจะมีความสามารถในเรื่องการบริหารธุรกิจ แต่ในเชิงการเมืองท่านต้องเรียนรู้มากกว่านี้”

ข่าวล่าสุด