ซึ่งหากต่อยอดแบบเน้นๆ ตั้งแต่เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ก็มีแนวโน้มว่า คะแนนเสียงอาจะเพิ่มขึ้นกว่าเดิม แต่ในตอนนั้นเหมือนทางพรรคจะโฟกัสไปที่การแก้เกมการเมืองเป็นหลัก ที่มีความพยายามสกัดการกลับมาเป็นรัฐบาลของ “พรรคเพื่อไทย” แทบทุกทิศทาง ทำให้เราแทบไม่เห็นนโยบายที่สร้างความเซอร์ไพรส์ของ “พรรคเพื่อไทย” ในการเลือกตั้งครั้งก่อนเลย
ส่วนในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทีมยุทธศาสตร์ของพรรคได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนโยบายอย่างเต็มที โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ด้วยหวังจะคืนฟอร์มกลับมาเป็น “ตัวพ่อประชานิยม” ให้จงได้ จึงมีการทำการบ้านกันอย่างละเอียด ในระดับที่ได้กลิ่นของ “พรรคไทยรักไทย” ในอดีต ที่ประกาศนโยบายไม่น่าเป็นไปได้ออกมามากมาย และเมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว ก็มีหลายนโยบายที่ทำได้จริง จึงกลายเป็นเครดิตสืบทอดมาถึง “พรรคเพื่อไทย” ในวันนี้
ดังนั้นในช่วงต้นเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ในขณะที่หลายพรรคกำลังจัดทัพกันอยู่ “พรรคเพื่อไทย” ก็ช่วงชิงความได้เปรียบเปิดเกม "ค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท" ปริญญาตรี เงินเดือนสตาร์ทที่ 25,000 บาท ภายในปี 2570 ที่สร้างความโกลาหลให้กับหลายพรรคการเมือง
การที่ “พรรคเพื่อไทย” กล้าเล่นเกมแรง ด้วยตัวเลขที่หลายคนมองว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ (ต่อให้ภายในปี 2570 ก็เถอะ) ก็เพราะมั่นใจในเครดิตที่สร้างไว้ในอดีต รวมถึงต้องการตอกย้ำภาพจำ ให้ผู้คนระลึกถึงนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 ที่ “พรรคเพื่อไทย” เคยทำได้มาแล้ว
หลังจากนั้นก็ไม่มีพรรคใดประกาศตัวเลขที่ใกล้เคียง หรือสูงกว่า หนักไปทางการโจมตีว่าเป็นไปไม่ได้ หรือถ้าทำได้ เศรษฐกิจก็จะพังย่อยยับ มีเพียง “พรรคก้าวไกล” ที่ประกาศเป็นนโยบายอย่างชัดเจนด้วยตัวเลข “ค่าแรงขั้นต่ำ 450 บาทต่อวัน” แต่จะทำทันทีในปี 2566 ถ้าได้เป็นรัฐบาล ดังนั้นเมื่อมีการพูดถึงเรื่องค่าแรงขั้นต่ำขึ้นมาคราใด ภาพตัวเลข 600 บาท ก็มักผุดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
“พรรคประชารัฐ” เลี่ยงสนามรบที่เสียเปรียบ
เมื่อสนามไหนรู้ว่ารบไปก็แพ้ จึงจำเป็นต้องเลี่ยงหลบ ซึ่งตามที่กล่าวไว้ข้างต้น เรื่องนโยบาย “ค่าแรงขั้นต่ำ” ถือว่าเป็นจุดอ่อน เป็นบาดแผลของ “พรรคพลังประชารัฐ” การเข้ามาสู้ในสนามนี้ ก็จะยิ่งทำให้เจ็บตัวมากขึ้นไปอีก
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ “พรรคพลังประชารัฐ รวมถึง “รวมไทยสร้างชาติ” จึงไม่มีนโยบายที่เกี่ยวข้องกับ “ค่าแรงขั้นต่ำ” โดยตรงเลย แต่หันไปต่อยอดนโยบายที่ประสบความสำเร็จที่สุดของรัฐบาล นั่นก็คือ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”
โดย “พรรคพลังประชารัฐ” ของ “บิ๊กป้อม” ช่วงชิงความได้เปรียบเปิดตัวให้เร็วกว่า “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ของ “บิ๊กตู่” ด้วยนโยบาย “บัตรประชารัฐ” พร้อมสโลแกน “ป้อม 700” เพื่อเป็นการปิดทาง “พรรคลุงตู่” ในการที่จะนำนโยบายดังกล่าวไปต่อยอด และบลัฟในตัวเลขกึ่งเล่นกับกระแส 600 ไปในตัวในช่วงเวลานั้น ซึ่งในเชิงยุทธวิธี ก็ต้องถือว่าสร้างกระแสได้ในระดับหนึ่ง
แต่เมื่อ “บิ๊กป้อม” เล่นมุกนี้ เคลม “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ไปเป็นของตนฝ่ายเดียว อีกทั้งยังตั้งตัวเลขดักทางกันอีก มีหรือที่ “บิ๊กตู่” จะยอมง่ายๆ จึงประกาศสู้กลับ ด้วย “บัตรสวัดิการพลัส” เอาไปเลย 1,000 บาทต่อเดือน พร้อมกิมมิกต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจ
ชิงความเป็นผู้นำ “ประชานิยม”
ด้วยการเลือกตั้งครั้งนี้ “พรรคเพื่อไทย” วางโพสิชั่นตัวเองไว้ที่ “ผู้นำประชานิยม” หรือ “ประชานิยมตัวพ่อ” หลังจากการเปิดนโยบาย “ค่าแรงขั้นต่ำ” ที่เรียกเสียงฮือฮาไปตั้งแต่เนิ่นๆ แล้ว กระทั่งหลายๆ พรรคก็เปิดนโยบายแนวนี้ออกมา มีทั้งปังมีทั้งแป้ก แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้หวือหวานัก กระทั่งได้จังหวะที่เหมาะสม “พรรคเพื่อไทย” ก็ปล่อยนโยบายในระดับ talk of the town แต่ครั้งนี้ต้องกระหึ่มยิ่งขึ้นไปอีก โดยพุ่งไปที่ “ประชานิยม” ที่ครอบคลุมแทบทุกระดับ
โดยในวันที่เปิดตัวแคนดิเดตพรรคทั้ง 3 คน เมื่อช่วงต้นเดือนเมษายน “พรรคเพื่อไทย” ก็ประกาศนโยบาย “แจกเงินดิจิทัล 1 หมื่นบาท” ให้กับคนอายุตั้งแต่ 16 ขึ้นไป หรือประมาณ 55 ล้านคน ก็ทำให้อุณหภูมิการเมืองร้อนฉ่าขึ้นมาทันที เพราะเป็นตัวเลขในระดับที่ไม่มีใครคาดคิด ที่สำคัญ แทบฝังกลบนโยบายประชานิยมของพรรคอื่นๆ ด้วยความสนใจของประชาชนพุ่งไปที่นโยบายนี้ในทันที
และยิ่งเกิดคำถามมากขึ้นเท่าใด ไม่ว่าจะเป็น... ไปได้หรือไม่ ? จะเอาเงินมาจากไหน ? ไม่ผิดกฎหมายการเลือกตั้งเหรอ ? ฯลฯ แต่สิ่งที่ตามมาก็คือ ยิ่งถูกโจมตี ก็ยิ่งมีการพูดถึง ไม่ว่าจะเป็นเชิงบวกหรือลบ แต่ที่แน่ๆ ทางพรรคสามารถชิงพื้นที่สื่อและพื้นที่ความสนใจของประชาชน ได้ติดต่อกันหลายสัปดาห์ คล้ายๆ กับช่วงที่เปิดตัวนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 600 หรืออาจจะยิ่งกว่าด้วยซ้ำ
ดังนั้นในภาพรวมศึกประชานิยมในการเลือกตั้งครั้งนี้ ก็ต้องยอมรับว่า “พรรคเพื่อไทย” ยังคงความเป็น “ตัวพ่อประชานิยม” ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แต่สนามรบโดยภาพรวม พรรคที่ชนะเลือกตั้ง อาจไม่ใช่พรรคที่ได้ ส.ส. มากที่สุด หากแต่คือพรรคที่สามารถรวมเสียง ส.ส. และ ส.ว. ได้เกิน 376 เสียง ซึ่งในแนวรบด้านนี้ก็ต้องบอกเลยว่า โอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะชนะ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นัก