"บิ๊กป้อม"ยกทัพปราศรัยใหญ่อ้อนชาวสงขลาเลือกส.ส.พลังประชารัฐ
28 เม.ย. 2566 | chairat_pat

"ประวิตร วงษ์สุวรรณ"ทำทีมพลังประชารัฐเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ จ.สงขลา ชูนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ขอเสียงกวาดทั้ง 9 เขต ลั่นพร้อมรับใช้ประชาชน
การเมือง
28 เม.ย. 2566 | chairat_pat

"ประวิตร วงษ์สุวรรณ"ทำทีมพลังประชารัฐเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ จ.สงขลา ชูนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ขอเสียงกวาดทั้ง 9 เขต ลั่นพร้อมรับใช้ประชาชน
28 เมษายน 2566 พรรคพลังประชารัฐ นำโดย "พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ" รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค พร้อมด้วย "นายสันติ พร้อมพัฒน์" เลขาธิการพรรค "ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า" ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งภาคเหนือ "นายวิรัช รัตนเศรษฐ" รองหัวหน้าพรรค ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เหรัญญิกพรรค ดร.คณิศ แสงสุพรรณ ทีมนโยบายพรรค และ "นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ" ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ รวมถึงแกนนำภาคใต้ ลงพื้นที่ จ.สงขลา เปิดเวทีปราศรัยใหญ่แห่งแรกของภาคใต้ ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติสงขลา
โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ พลังประชารัฐได้นำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากมาย ทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เพิ่มเป็น 700 บาทต่อเดือน ลดราคาน้ำมัน ราคาแก๊ส และค่าไฟฟ้าลงในทันทีที่เข้ามาเป็นรัฐบาล โดยจะลดราคาน้ำมันเบนซินลง 18 บาทต่อลิตร น้ำมันดีเซลลด 6.30 บาทต่อลิตร ซึ่งจะทำทันทีที่พลังประชารัฐได้เข้ามาเป็นรัฐบาล
นอกจากนี้ รวมทั้งยังมีมาตรการลดราคาแก๊สให้เหลือ 250 บาทต่อถัง ที่สำคัญ คือ ลดค่าไฟฟ้าครัวเรือนให้เหลือ 2.50 บาทต่อหน่วย และลดค่าไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมเหลือ 2.70 บาทต่อหน่วย เพื่อมอบความสุขให้ประชาชนด้วยความจริงใจ พลังประชารัฐจะทำทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้น
ขณะเดียวกัน พรรคพลังประชารัฐ ยังมีนโยบายดูแลทุกช่วงวัย "แม่ บุตร ธิดา ประชารัฐ" แจกเงินคนท้องเดือนละ 10,000 บาท เป็นเวลา 5 เดือน จนกว่าจะคลอด และเงินช่วยดูแลลูกอีกเดือนละ 3,000 บาท จนถึง 6 ขวบ เพื่อให้สตรีมีขวัญกำลังใจในการช่วยกันเพิ่มประชากร
พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งนโยบายสำคัญ คือ "มีเราไม่มีแล้ง มีน้ำไม่มีจน" ที่ได้บริหารจัดการมากว่า 3 ปี ได้ทำให้น้ำบนดิน น้ำใต้ดิน น้ำบ่อ น้ำตื้นต่างๆ เช่นเดียวที่ดินกิน ถ้ามีเราก็มีที่ดินทำกิน ไม่มีจน เราจะทำให้ประชาชนทั่วทั้งประเทศมีที่อยู่ที่อาศัย ที่ประกอบสัมมาวิชาชีพ ทั้งนี้ จะสนับสนุนเงินให้เกษตรกรทั่วประเทศ จำนวน 30,000 บาท ทั้ง 8 ล้านครอบครัว เพื่อแก้ปัญหาความยากจน
ขณะที่ นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า ถ้าเลือกพรรคพลังประชารัฐวันนี้ (28เม.ย.) หมายความว่าประชาชนเลือกตัวแทนที่จะเข้าไปเป็นรัฐบาล ที่จะมาดูแลทุกคนอย่างเต็มศักยภาพ และทำให้ชีวิตของชาวใต้ยกระดับขึ้น ขอให้ทุกคนคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เราจะได้รับอะไรคืนมา
"ประเทศไทยวันนี้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ พรรคพลังประชารัฐจึงเล็งเห็นความสำคัญของผู้สูงอายุในประเทศไทยทุกคน ด้วยการมอบสวัสดิการดูแลเป็นรายเดือน รวมไปถึงอนาคตของลูกหลานของเรา ก็ต้องได้รับการดูแลตั้งแต่คลอดออกมา และต้องมีการศึกษาที่ดี เพื่อที่จะได้เติบโตไปอย่างมีศักยภาพและจะเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศไทยของเราต่อไป ซึ่งคนทั้ง 2 กลุ่มถือว่าเป็นกลุ่มเปาะบางที่พรรคพลังประชารัฐต้องปกป้องให้พวกเขาเดินไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและเข้มแข็ง" นายนิพิฏฐ์ กล่าว
ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าว่า วันนี้พรรคพลังประชารัฐยกทัพใหญ่มาจ.สงขลา เพราะมั่นใจว่าจะได้รับความเมตตาจากพี่น้องที่นี่ ผู้สมัครครั้งนี้แม้หน้าตาจะเปลี่ยนไป แต่ว่าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น การเลือกตั้งครั้งนี้ทุกพรรคการเมือง มีนโยบายที่จะเข้ามาดูแลสวัสดิการของประชาชน แต่สำหรับพลังประชารัฐเป็นพรรคแรกที่พูดแล้วทำจริง ๆ ตั้งแต่ปี 62 และครั้งนี้ก็เช่นกัน บัตรประชารัฐาในครั้งนี้ พล.อ.ประวิตร จะเพิ่มเงินจาก 300 บาทเป็น 700 บาทและยังมีวงเงินประกันชีวิตอีกรายละ 200,000 บาทด้วย
"เราต้องการจะเข้ามาดูแลพี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศให้เข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ที่เป็นสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตประจำวัน เมื่อเด็กเกิดมาก็ต้องได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ อย่างประชาชนทั่วไปก็ต้องได้รับการส่งเสริมให้มีอาชีพ เพื่อที่เขาจะสามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเองให้ได้ สิ่งนี้ภาครัฐก็จะต้องเข้าไปดูแลเช่นกัน นโยบายของพรรคพลังประชารัฐ ในเรื่องของสวัสดิการประชารัฐไม่ใช่เพียงแค่บัตรประชารัฐเท่านั้น"ศ.ดร.นฤมล กล่าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อ 4 ปีที่แล้ว ได้พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก แต่ครั้งนี้หลังจากวันที่ 14 พ.ค. เมื่อได้เข้าไปเป็นรัฐบาลบริหารประเทศต่อ จะพัฒนาเศรษฐกิจภาคใต้ โดยผลักดันให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้พื้นที่ภาคใต้มีความเจริญมากขึ้น ขอฝากประชาชนพิจารณาผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ ทั้ง 9 คน 9 เขตด้วย
ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า พรรคพลังประชารัฐพูดเสมอว่า เป็นพรรคของประชาชน ชื่อพรรคก็บอกชัดเจนอยู่แล้วว่า เป็นการรวมกันของพลังของคน 2 กลุ่ม คือ การร่วมพลังของประชาชนทั้งแผ่นดินทั้ง 77 จังหวัด ภายใต้การดูแลของรัฐ ก็คือรัฐบาล ประเทศไทยมีโครงสร้างเป็นฐานพีระมิด เริ่มจากฐานรากหญ้า คือ พี่น้องประชาชน นโยบายที่พรรคนำเสนอออกมา คือ ต้องการทำให้คนฐานรากมีความเข้มแข็ง
ทั้งนี้ ตั้งแต่มีการต่อสู้ทางการเมือง มีประชาชนหลายคนติดคุกติดตาราง มีคดีติดตัว หลายคนต้องเสียลูก เสียเมีย เสียผู้นําครอบครัว ถ้าถามว่า ตั้งแต่มีการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นสีไหน ถามว่าคนไทยได้อะไร ตอบได้ทันทีว่า มีแต่เพิ่มความบอบช้ำ เกิดความแตกแยกความสามัคคี บ้านใดเมืองใดไม่มีความสามัคคี อย่าหวังเลยว่าประเทศชาติจะเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง อย่างยั่งยืน มีแต่ประชาชนอดอยากปากแห้งทั้งนั้น
"จึงเป็นที่มาของนโยบายสำคัญในเรื่องการก้าวข้ามความขัดแย้ง ต่อจากนี้คนไทยจะร่วมเป็นหนึ่งเดียวไม่มีการแบ่งแยกสี เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน พูดภาษาเดียวกัน แม้จะนับถือศาสนาที่แตกต่างกันแต่เราจะเลิกทะเลาะ เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง รวมพลังของคนไทยทั้งแผ่นดิน รวมเป็นหนึ่งเดียว" ร.อ.ธรรมนัส กล่าว
ส่วนนโยบายบริหารจัดการที่ดินทำกิน-น้ำ โดย พปชร.จะสานต่อนโยบายการบริหารจัดการน้ำ ยกระดับทั้งระบบ และปฏิรูประบบที่ดิน คืนที่ทำกินให้ประชาชน เร่งรัดออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินทุกประเภท เปลี่ยน ส.ป.ก. เป็นโฉนด พร้อมจัดที่ดินของรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ให้คนไร้ที่ทำกินกว่า 2 ล้านคน ทันทีที่เราเข้าไปบริหารประเทศในฐานะรัฐบาล
ดร.คณิศ กล่าวว่า วันนี้หัวหน้าพรรคให้ช่วยมาดูเศรษฐกิจภาคใต้ ว่าจะสามารถช่วยพัฒนาได้อย่างไร ซึ่งภาคใต้ประกอบไปด้วย 5 จังหวัด ได้แก่ สตูล นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา ที่พรรคจะผลักดันให้เป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษในรูปแบบเดียวกันกับภาคตะวันออก ที่จะเห็นว่าปัจจุบันเศรษฐกิจเติบโตเป็นเท่าตัว ซึ่งภาคใต้ถือเป็นกำลังสำคัญทางเศรษฐกิจเป็นรากแก้วที่ต้องทำให้เกิดการฟื้นตัว โดยหัวหน้าพรรค ได้มีการคุยกัน "อันวาร์ อิบราฮิม" นายกรัฐมนตรีประเทศมาเลเซีย เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจภาคใต้ทั้ง 2 ฝั่งร่วมกัน
เมื่อพรรคพลังประชารัฐได้จัดตั้งรัฐบาลสิ่งที่ทีมของเราจะทำคือการดูแลเรื่องสินค้าเกษตร การท่องเที่ยวทั้งระบบ ท่าเรือ รวมถึงการเปิดเศรษฐกิจใหม่ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและกระตุ้นให้เกิดการท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งสงขลามีชายหาดยาวกว่า 200 กิโลเมตร จะเอาเศรษฐกิจลงไปช่วยเรื่องการท่องเที่ยว โดยจะพัฒนาเป็นแลนด์บริดจ์ เชื่อมติดกับอันดามันและฝั่งอ่าวไทย รวมถึงอีกหลายแห่ง เช่น สุราษฎร์ธานี กระบี่ และจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหลักที่สำคัญ เพื่อสานต่อโครงการเซาท์เทิร์นซีบอร์ดให้ทั้ง 14 จังหวัดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะยกระดับเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพที่จะเป็นอนาคตสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับลูกหลานต่อไป
"ถ้าอยากจะให้เราทำและให้เป็นอนาคตของลูกหลานต่อไปขอความกรุณาเลือกพรรคพลังประชารัฐเลือกพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30" ดร.คณิศ กล่าว
สำหรับผู้สมัคร ส.ส. สงขลา พรรคพลังประชารัฐ ทั้ง 9 เขต ประกอบด้วย
-นายภวัต นิตย์โชติ เขต1 เบอร์ 7
-นายอดิสัณห์ ชัยวิวัฒน์พงศ์ เขต 2 เบอร์ 6
-นายอาทิตย์ สุวิทย์ เขต 3 เบอร์ 5
-นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว เขต 4 เบอร์ 1
-นายญาณพง เพชรบูรณ์ เขต 5 เบอร์ 6
-นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ เขต 6 เบอร์ 5
-นายธเนศ ล่องนาวา เขต 7 เบอร์ 7
-นายธีรพงศ์ ดนสวี เขต 8 เบอร์ 3
-นายล่องหิ้น ทิพย์แก้ว เขต 9 เบอร์ 2
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศการปราศรัยได้มีประชาชนในจังหวัดและพื้นที่ข้างเคียง เข้าร่วมรับฟังนโยบายเต็มพื้นที่ กว่า 8,000 คน ตามความจุศูนย์ประชุม เพราะครั้งนี้ถือเป็นการปราศรัยใหญ่ในพื้นที่ภาคใต้เป็นครั้งแรก ซึ่งประชาชนต่างโบกธงให้กำลังใจ พร้อมประสานเสียงโห่ร้องเชียร์ เบอร์ 37 อย่างต่อเนื่อง