อย่างไรก็ตาม ต้องย้ำว่าพรรคก้าวไกลไม่ประมาท แม้คะแนนนิยมของเราดีขึ้นมากแต่ก็ยังไม่ใช่อันดับ 1 ยังมีประชาชนอีกหลายคนที่ลังเล หรือยังไม่ตัดสินใจ ยังไม่รู้นโยบายและวิสัยทัศน์ของเรา หรือบางคนยังเข้าใจบางเรื่องไม่กระจ่าง ในอีก 20 กว่าวันที่เหลืออยู่ อะไรก็เกิดขึ้นได้ พรรคก้าวไกลจะทำงานให้หนักขึ้นในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ให้สมกับที่ประชาชนหลายคนฝากความหวังในการเปลี่ยนแปลงประเทศไว้ที่พรรคก้าวไกล
“ผมขอใช้พื้นที่นี้ฝากไปถึงน้องม่อนภูที่ฝากคุณพิธามาถึงผมและพรรคก้าวไกล ให้ไปช่วยผลักดันให้มีการยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนทหารเป็นทหารอาชีพ ใช้ระบบสมัครใจ ผมอยากบอกน้องม่อนภูว่าพี่โรมได้รับข้อความนี้แล้ว และหลังการเลือกตั้ง พี่โรมและพรรคก้าวไกลจะเข้าไปสู้เรื่องนี้อย่างเต็มที่ ผมเชื่อว่าสิ่งที่น้องอยากเห็นเป็นไปได้ เพราะตอนนี้หลายพรรคการเมืองก็เสนอเรื่องนี้เหมือนกัน แต่จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลใหม่ ซึ่งถ้าพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล เรายืนยันว่าสู้สุดตัวแน่นอน” รังสิมันต์กล่าว
โฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวต่อว่า ขอประชาสัมพันธ์ถึงก้าวต่อไปของพรรคก้าวไกล วันเสาร์ที่ 22 เมษายนนี้ ขอชวนสื่อมวลชนและประชาชนทุกคนร่วมฟัง ‘ทัพใหญ่ก้าวไกลปราศรัยโค้งสุดท้าย’ ที่ลานหน้าสามย่านมิตรทาวน์ เวลา 16.00-19.00 น. เป็นการปราศรัยใหญ่ของพรรคในโค้งสุดท้าย แกนนำพรรคทุกคนจะมารวมตัวกันในงานนี้ ก่อนที่ทุกคนจะกระจายไปหาเสียงในทุกภาคของประเทศ และจะกลับมารวมกันอีกครั้งในวันที่ 12 พฤษภาคม
สำหรับเวทีวันที่ 22 เมษายนนี้ ผู้ปราศรัยประกอบด้วย พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล, ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล, ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล, เซีย จำปาทอง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ผู้นำปีกแรงงาน, พรรณิการ์ วานิช กรรมการมูลนิธิคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคก้าวไกล พร้อมด้วยผู้เข้าร่วมที่สำคัญของพรรคก้าวไกล ไม่ว่าจะเป็น ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคก้าวไกล, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร, รังสิมันต์ โรม, พริษฐ์ วัชรสินธุ, ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, เบญจา แสงจันทร์, ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์, วาโย อัศวรุ่งเรือง, และ กรุณพล เทียนสุวรรณ
รังสิมันต์กล่าวว่า การจัดทัพใหญ่ปราศรัยครั้งนี้ เพื่อส่งสัญญาณถึงผู้สมัครทุกคนรวมถึงผู้สนับสนุนพรรคที่มีอยู่ทั่วประเทศ ให้ช่วยกันหาเสียงอย่างไม่ย่อท้อในช่วงเวลาที่เหลือไปจนถึงวันเข้าคูหา แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่เมื่อเป้าหมายของเราคือการเปลี่ยนประเทศนี้ เราจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจนได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร ที่เป็นฐานเสียงเดิมของเราตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ครั้งนี้เราหวังท้าชิงทั้ง 33 เขต ไม่ตกหล่นเขตใดแน่นอน