ขณะที่ "นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี" รองหัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าวภายหลังฟังคำพิพากษา ว่าเป็นการสร้างบรรทัดฐานใหม่ การแบ่งเขตต้องแบ่งให้ใกล้เคียงกัน แต่ตัวเลขเปอร์เซ็น ว่าใกล้เคียงกันได้มากน้อยแค่ไหนครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่กกต. ใช้เกณฑ์ 10% ในการบอกว่าความใกล้เคียงแต่ละเขต ค่าเฉลี่ย ส.ส. 1 คนต่อราษฎร ห้ามต่างกันเกิน 10% ซึ่งตนก็สู้มาตลอดว่าทำแบบนี้เป็นการละลายเขตเลือกตั้ง และศาลได้พิพากษาให้เห็นชัดว่า เป็นอำนาจของกกต.ในการกำหนดเกณฑ์ 10% นี้ ซึ่งแปลว่า ในอนาคตข้างหน้าการลงพื้นที่ของส.ส. ทุกเขตมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งต่อไปก็ขึ้นอยู่กับกกต.ว่าจะกำหนดเกณฑ์ขึ้นมาเท่าไหร่
กระบวนการถือว่าสิ้นสุดแล้ว แต่เป็นแนววินิจฉัยสำคัญว่า การแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นการใช้อำนาจเป็นการทั่วไปของกกต. สามารถมาพึ่งศาลปกครองสูงสุดได้ แต่แน่นอนว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งในอนาคตจะเกิดความไม่แน่นอนขึ้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกกต.
ทั้งนี้ ประชาชนอาจจะสับสน ที่เขตคละกันทั้ง 33 เขตของกทม.มีแค่ 4 เขตที่เหมือนเดิม เหตุผลที่ตนเสนอให้เทียบกับปี 54 และปี 57 แต่คำพิพากษาเปรียบเทียบกับปี 62 ซึ่งเป็นคนละระบบเลือกตั้ง ซึ่งเกณฑ์นี้กกต.ตั้งใจมาตั้งแต่ตั้น และเป็นครั้งแรกที่ใช้ ถ้ากกต.กำหนดให้น้อยกว่านี้ก็ทำได้จากในรายละเอียด ที่กกต.ชี้แจงแบบเลือกตั้งที่กกต.เลือกมีประชาชนเห็นด้วยเพียงคนเดียว
แต่ทั้งนี้"พรรคชาติพัฒนากล้า" พร้อมสู้ไม่มีปัญหา แต่ความผูกพัน ระหว่าง ส.ส.กับประชาชนในพื้นที่จะยากขึ้นซึ่ง ชาติพัฒนากล้าไม่ได้คิดว่าเป็นการได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะหลายพรรคเห็นด้วยในการมายื่นฟ้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว