"นพ.ชลน่าน" เคยกล่าวไว้ การให้ผู้ที่จะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีจำกัดเฉพาะผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเท่านั้น เป็นการไม่สอดคล้องตามหลักการประชาธิปไตยและประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การเลือกผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในครั้งต่อๆไป จึงควรให้เป็นไปตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และควรกำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ด้วย
จึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 159 และยกเลิกมาตรา 272 จึงจำเป็นต้องตรารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. "
ทว่า ปรากฏการณ์ล่าสุดในการที่ "อุ๊งอิ๊งค์-เสี่ยนิด"ไม่ลงสมัคร ส.ส.ชี้ชัดว่า"เพื่อไทย"เลือกใช้กติกาหลักที่เปิดช่องว่างไว้ โดยอ้างทำนองว่า"ดำเนินการตามกฎหมายทุกอย่าง"
ทั้งที่ข้อเสนอแก้กติกาหลักซึ่งเพื่อไทยยื่นไว้ สภาผู้แทนฯที่หมดวาระไปแล้ว" ไม่ได้พิจารณาร่างแก้กฎหมายหลักก็ตกไป" แต่เมื่อภาวะต่างๆ เข้าล็อกตามที่เพื่อไทยวางไว้ก็จะแก้กติกาว่า "นายกฯต้องมาจากส.ส.เท่านั้น"
ลีลาแบบนี้นับว่าไม่เบา เพราะการปั่นกระแสให้คะแนนไหลเข้าตัวเองบนทำนองว่า "เมื่อถึงจังหวะได้เสียเพื่อไทยชิงปาดหน้าเค้กไปเพียวๆเมื่อเข้าสู่วังวนแห่งอำนาจก็ปิดเส้นทางนั้นๆ และร่างกติกาใหม่ที่ตนเองได้เปรียบ" โดยยามนี้เพื่อไทยกำลังขยับหมากนั้นและไม่สนเสียงค้านของ"ปิยบุตร แสงกนกกุล" เลขาธิการคณะก้าวหน้าที่โพสต์เฟซบุ๊ก ประเด็น นายกฯต้องเป็นส.ส.เท่านั้น
แปลความสรุปว่า"เพื่อไทย" อ้างว่าแข่งขันตามกติกาที่ตัวเองไม่ได้กำหนด และเมื่อมีโอกาสจะแก้กติกาให้เป็นสากลตามหลักประชาธิปไตย
เมื่อหลายปีก่อน "โทนี่ วู้ดซัม" มักกล่าวกับบริวารแวดล้อมเสมอ จนกลายเป็นวรรคทองการเมือง "ผู้ชนะคือผู้คิดเกมใหม่"
วันนี้"เพื่อไทย"กำลังเดินตามวรรคทองของ"โทนี่ วู้ดซัม" แบบไม่ผิดเพี้ยน
"ประชาธิปไตย"ตามแบบฉบับของ"เพื่อไทย" จึงเป็นแบบนี้นี่เอง