และเมื่อถามยามว่าเป็นการบรัฟนโยบาย"ป้อม 700"ของพรรคพลังประชารัฐ หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ได้สนใจอะไรขนาดนั้น กับหัวหน้าพรรคอื่นก็รักกันดีอยู่แล้วสนิทกันดีอยู่แล้ว ส่วนเรื่องของการหาเสียงก็การหาเสียง แต่ตนหาเสียงในเรื่องที่เป็นไปได้เพราะรู้ว่าการบริหารเป็นอย่างไร เป็นนายกฯต้องรู้กลไกงบประมาณด้วยว่ามีเท่าไรอย่างไร ถ้าพูดปากเปล่าไปบางทีคูณเป็นตัวเลขเป็นแสนแสนล้านเอามาจากไหนตนไม่พูด ซึ่งสิ่งพูดไปมั่นใจทำได้แน่นอน และก็มีการปรึกษาเพราะมีตรงนี้อยู่แล้ว คุมงบประมาณอยู่ การเป็นนายกฯ ไม่ใช่พูดไม่มีหลักเกณฑ์หลักการได้ที่ไหน
เมื่อถามว่า แต่บางฝ่ายมองว่าเป็นการเน้นแจกเงิน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เรียกรัฐสวัสดิการ ไม่ใช่มาแจกอะไร ซึ่งรัฐบาลต้องบริหาร 2 อย่างคือความเท่าเทียมของโอกาส เช่นที่เน้นเรื่องการขยายถนนหนทาง ทำเส้นทางใหม่เชื่อมทางเชื่อมต่อเป็นการทำต่อจากที่ทำอยู่แล้
เมื่อถามถึงกรณีเตรียมลงพื้นที่จ.อุดรธานีเพื่อกดปุ่มแจกเงินให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ใช่การกดปุ่ม แต่เป็นการทำงานมาตั้งแต่ปี 62 พิจารณามาตั้งนานแล้วแต่เจอสถานการณ์โควิด-19 และเป็นงบประมาณของท้องถิ่น ส่วนจะได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาผ่านคณะกรรมการขึ้นมา ไม่ใช่ตนอนุมัติได้เลยทันทีขึ้นอยู่กับสภาเห็นชอบหรือไม่ ซึ่งสภาเป็นผู้อนุมัติในภาพรวมอยู่แล้ว
เมื่อถามถึงกรณีการลงพื้นที่ประตูอีสานและประตูภาคใต้ในช่วงที่ผ่านมาได้มีการประเมินตนเองอย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่รู้จะประเมินอะไร ตนก็ทำงานของตนและพูดข้อเท็จจริง พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชน ส่วนคนประเมินเยอะอยู่แล้ว สื่อก็ประเมินอยู่แล้ว ตนก็ดูทุกวันแต่ดูหน่อยเดียวก็ไม่อยากดูแล้ว
เมื่อถามว่า ตั้งเป้าหลังปักธงอีสานไว้อย่างไร นายกรัฐมนตรี กล่าว่วา ตั้งเป้าให้ประชาชนรักกัน สามัคคีกันให้ทุกภาพมีรายได้เจริญเติบโตเท่าเทียมกันและดูแลผู้มีรายได้น้อยและความเป็นธรรม ซึ่งเป็นเรื่องของรัฐสวัสดิการในการดูแลคนทุกกลุ่มมากน้อยตามงบประมาณที่มีอยู่ ไม่ใช่เสนอให้มากๆแล้วทำไม่ได้ล้มเหลวทั้งหมดจะทำอย่างไรไปดูแล้วกัน
เมื่อถามว่ายังมีหลายฝ่ายมองว่าประตูอีสานยังเป็นจุดอ่อนของพรรครวมไทยสร้างชาติ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีจุดอ่อนจุดแข็ง ตนไม่สนใจตรงนั้น แต่สนใจประชาชนทั้งประเทศ
เมื่อถามถึงกรณีมีการแชร์ภาพเก้าอี้ว่างในเวทีปราศรัยที่โคราช นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ว่างตอนเย็น ส่วนใหญ่เขากลับบ้านไปแล้ว เมื่อถามย้ำว่า จะเสนอให้ปรับรูปแบบเวทีหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "ก็ไปช่วยเสนอ ไปช่วยปรับหน่อยใครพูดก็ได้ไม่จำเป็นต้องนายก ฯ วันนั้นผมไปพร้อมตั้งนานแล้วแต่ไปเจอกับคนที่มารับอีกที่จึงพูดคุยนานหน่อย ข้างบนก็หาเสียงกันอยู่ หลังจากนี้ก็ปรับกันไป"
เมื่อถามย้ำว่า จะปรับอย่างไรให้น่าสนใจขึ้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "อะไรน่าสนใจสื่อลองเสนอมาสิ" เมื่อผู้สื่อข่าวระบุว่า พระเอกไม่จำเป็นต้องขึ้นทีหลัง พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ใครเป็นพระเอก มีพระเอกทุกคน ทุกคนเป็นพระเอกหมด ต้องไปด้วยกัน ไม่ใช่นายกฯ คนเดียวมีคนอื่นด้วย ตนพยายามทำทุกอย่างให้เข้าระบบให้ได้ วันหน้าก็ต้องมีความทำความเข้าใจกับสมาชิกพรรคถึงระบบงบประมาณเป็นอย่างไร ตนไม่ขัดข้องอยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่แค่พรรคที่สนับสนุนตนแต่ทุกพรรคในวันหน้าใครเป็นรัฐบาลก็ต้องทำแบบที่ตนทำ ไม่มีใครทำได้ตามใจทั้งหมด มีกฎหมายและระเบียบทุกตัว เวลาอนุมัติอะไรเข้าไปนายกฯ มีอำนาจเด็ดขาดในการนำเข้าพิจารณาในครม. แต่ทุกอย่างครม. ต้องอนุมัติด้วยกันและนายกฯ ต้องฟังสำนักงบประมาณและกระทรวงการคลังวาง่สเหลือเท่าไหร่อย่างไร ใช้จ่ายเกินเลยไม่ได้เพราะจะกระทบต่ออย่างอื่นด้วย