นายวรภพ กล่าวว่า สำหรับตนแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนปัจจุบัน นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ที่เคยเป็นอดีตผู้บริหาร PTTGC สมควรที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบมากที่สุดจากนโยบายที่ผิดพลาดนี้ ซึ่งถ้าเป็นพรรคก้าวไกล สิ่งที่จะทำอย่างแน่นอน และจะสามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้มากกว่า 70 สตางค์/หน่วย ภายใน 1 ปี ประกอบด้วย 3 ประการ
1.เปลี่ยนนโยบายพลังงาน ให้สัดส่วนก๊าซธรรมชาติที่กลุ่มปิโตรเคมีใช้ ต้องมาร่วมอยู่ใน Energy pool เพื่อร่วมหารต้นทุนของก๊าซนำเข้า LNG ด้วย จะนำไปสู่การลดภาระต้นทุนก๊าซธรรมชาติสำหรับโรงไฟฟ้าลงไปได้ถึง 40,000 ล้านบาทต่อปี
2.เปลี่ยนนโยบายให้อุตสาหกรรมหันไปใช้นำมันเตา เป็นเชื้อเพลิงแทนก๊าซธรรมชาติ ตั้งวงเงินสนับสนุนให้อุตสาหกรรมเปลี่ยนอุปกรณ์ Burner จากก๊าซเป็นน้ำมันเตาด้วย ซึ่งจะช่วยให้ประเทศไทยลดภาระต้นทุนค่าไฟฟ้าลงไปได้ 100,000 ล้านบาทต่อปี
3.เปลี่ยนนโยบายการใช้ก๊าซธรรมชาติสำหรับปิโตรเคมี โดยให้ PTTGC ต้องมีมาตรการระยะกลางในการลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักร พร้อมกับมีนโยบายระยะยาวที่ชัดเจน ให้ PTTGC ต้องหันไปใช้ วัตถุดิบจากน้ำมัน “แนฟทา” ให้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นหลักแทนที่ก๊าซธรรมชาติ เหมือนอย่างที่ปิโตรเคมีรายอื่นๆ ทำกันอยู่แล้วเป็นปกติและยังสามารถทำกำไรได้อยู่
นายวรภพ ยังกล่าวอีกว่า เรื่องของก๊าซธรรมชาติไม่ใช่สาเหตุเพียงประการเดียวของค่าไฟที่แพงขึ้นเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของกำลังการผลิตส่วนเกิน ที่มากถึง 60% หรือ 19,873 เมกะวัตต์ ที่ส่วนใหญ่เกิดจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ ที่ไม่ได้เดินเครื่องถึง 7 จาก 12 โรง ประชาชนต้องกลายเป็นผู้จ่ายค่าพร้อมจ่าย (AP) ให้โรงไฟฟ้าเอกชนเหล่านี้ทุกวัน เป็นจำนวนเงินมากถึง 2,395 ล้านบาท/เดือน และแทนที่รัฐบาลจะไปเจรจากับเอกชนเหล่านี้เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้ประชาชน
รวมทั้งการเร่งทบทวนแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า (PDP) ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ แต่รัฐบาลกลับยังคงพยายามที่จะอนุมัติให้สร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มอีก 3,900 เมกะวัตต์ โดยที่ไม่รอแผนพัฒนาพลังงานฉบับใหม่ที่จะต้องทบทวนให้รอบคอบ จนอดคิดไม่ได้ ว่าหรือนี่จะเป็นการอนุมัติทิ้งทวน เพื่อจะขอทุนจากกลุ่มทุนพลังงานมาใช้สำหรับเลือกตั้งปี 2566 เหมือนที่รัฐบาล คสช. เคยประเคนโรงไฟฟ้าให้กับกลุ่มทุนก่อนการเลือกตั้งในปี 2562 หรือไม่
“จากประสบการณ์สมัยแรกของผม ผมยืนยันได้อย่างหนึ่ง ว่าเรื่องราวความมั่งคั่งของเจ้าสัวและกลุ่มทุนในประเทศไทย ไม่ได้มาจากนวัตกรรมหรือความสามารถ ความยากจนข้นแค้นของประชาชนก็ไม่ได้มาจากบุญกรรมหรือความพยายามที่ไม่มากพอ ทั้งหมดมาจากรัฐบาลเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มทุนผูกขาด นี่คือต้นตอของความเหลื่อมล้ำที่เกาะกินประเทศไทยอยู่ เลือกตั้งครั้งหน้าคือโอกาสที่ดีที่สุด ที่เราจะได้ปิดสวิตช์ 3 ป. เลิกเอื้อประโยชน์กลุ่มทุน ทลายทุนผูกขาด ให้ปากท้องดี มีอนาคต เลือกก้าวไกลประเทศไทยไม่เหมือนเดิม” นายวรภพกล่าว