เนชั่นทีวี

การเมือง

“มท.” ลุยล้าง!ทุนจีนสีเทา ฟันผิด “มูลนิธิเป็นต่อกรุ๊ป” ไม่ขออนุญาตจัดตั้ง

13 ก.พ. 2566 | wattana_kha

“มท.” ลุยล้าง!ทุนจีนสีเทา ฟันผิด “มูลนิธิเป็นต่อกรุ๊ป” ไม่ขออนุญาตจัดตั้ง

“กรมการปกครอง” โร่ขึ้นโรงพักนางเลิ้ง แจ้งความเอาผิด “มูลนิธิเป็นต่อกรุ๊ป” จัดตั้งมูลนิธิโดยไม่ได้รับอนุญาต สถานที่ตั้งไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล เข้าข่ายผิด 3 ข้อหา เร่งประสาน กองปราบ สืบสวนขยายผล เข้มทุกอำเภอตรวจสอบข้อมูลเปิดมูลนิธิบังหน้าทำธุรกิจสีเทาผิดกฎหมาย

13 กุมภาพันธ์ 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก หัวข้อ “มูลนิธิเป็นต่อ (ของเก๊) อีกแล้ว”  โดยระบุว่า “มูลนิธิเป็นต่อกรุ๊ป” ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงินธุรกิจสีเทา และไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิอย่างถูกต้องตามกฎหมาย จึงเป็นที่มาให้กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการตรวจสอบ และแจ้งความดำเนินคดีกับมูลนิธิเป็นต่อกรุ๊ปครั้งหนึ่งนั้น

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก หัวข้อ “มูลนิธิเป็นต่อ (ของเก๊) อีกแล้ว

ล่าสุด นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย  ในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการรับจดทะเบียนมูลนิธิ ไปแจ้งความกับ พนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าของ มูลนิธิเป็นต่อ หลังพบว่า ไม่ได้มีการจดแจ้งขออนุญาตก่อตั้งมูลนิธิ

สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมาย สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง  ดำเนินคดีกับเจ้าของ มูลนิธิเป็นต่อ

โดยนายรัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้อำนวยการส่วนการสอบสวนคดีอาญา สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏข่าวที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์ โดยมีการกล่าวถึง “มูลนิธิเป็นต่อกรุ๊ป จำกัด “ กรมการปกครอง”  ในฐานะหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการรับจดทะเบียนมูลนิธิได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในฐานข้อมูล ไม่ปรากฏการจดทะเบียนมูลนิธิในชื่อดังกล่าว


รัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้อำนวยการส่วนการสอบสวนคดีอาญา สำนักการสอบสวนและนิติการ กรมการปกครอง แจ้งความเอาผิดดำเนินคดีมูลนิธิเป็นต่อกรุ๊ป


ตลอดจนจากการลงพื้นที่สืบสวน พบผู้ถือหุ้นคนหนึ่ง ในเครือเป็นต่อกรุ๊ป ยอมรับว่า มูลนิธิเป็นต่อ กรุ๊ป ไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นมูลนิธิแต่อย่างใด เป็นเพียงการรวมกลุ่มกันของ ผู้บริหาร ที่รู้จักสนิทสนมกันในหลายบริษัท

ซึ่งจากการลงพื้นที่ไปตรวจสอบสถานที่ตั้ง มูลนิธิ ภายในรามอินทราซอย 5 แยก 15 ถนนรามอินทรา แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กรุงเทพฯ ก็พบว่า ไม่ได้มีเจ้าหน้าที่มูลนิธิแต่อย่างใด มีเพียงพนักงานบริษัทอื่นที่อยู่ในอาคารเดียวกัน อีกทั้งยังได้ตรวจสอบไปยังผู้บริหารของบริษัทดังกล่าว ก็ยอมรับว่า ไม่ได้มีการขออนุญาตก่อตั้งจริง

การดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ และการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณชนของ มูลนิธิ นี้ เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย

“วันนี้กรมการปกครอง จึงได้มอบหมายให้ผมและพนักงานฝ่ายปกครอง ไปร้องทุกข์กล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีกับ มูลนิธิเป็นต่อ กรุ๊ป จำกัด ใน 3 ความผิดฐาน คือ

1.ผิด พ.ร.บ.กำหนด ความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ พ.ศ.2499 ใช้คำว่ามูลนิธิประกอบกับชื่อในดวงตาและเอกสารอื่นเกี่ยวกับธุรกิจ โดย ที่มิได้มีการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ

2.พ.ร.บ. ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.2487 มาตร 8 ประกอบมาตรา 17

3.พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 นำข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์” ผู้อำนวยการส่วนการสอบสวนคดีอาญา กล่าว

นายรัฐวิช กล่าวต่อว่า ส่วนหากจะมีความผิดอื่นใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ในกรณีนี้กรมการปกครองได้ประสานงานใกล้ชิดกับ กองบังคับการปราบปราม แล้ว ซึ่งจะต้องทำการสอบสวนขยายผลต่อไป

นอกจากนี้ นายรัฐวิช ยังเผยอีกว่า กรณีกระแสข่าวกลุ่มทุนจีนสีเทา เข้ามาทำธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย ทางกรมการปกครอง ได้สั่งการไปให้ทุกอำเภอตรวจสอบมูลนิธิต่างๆ ที่อาจเกี่ยวพันกับธุรกิจสีเทา ว่ามีการขออนุญาตก่อตั้งมูลนิธิ เพื่อบังหน้าธุรกิจผิดกฎหมายหรือไม่ รวมทั้งมูลนิธิที่มีการก่อตั้งแล้วไม่ได้มีกิจกรรม หรือมีการดำเนินการใดๆ ด้วย

 

 

ข่าวล่าสุด