1. การพิสูจน์สิทธิ์ในที่ดิน และเพิกถอนสภาพที่ดินของรัฐที่ประกาศทับพื้นที่ชุมชนที่อยู่มาก่อน โดยจะจัดตั้งกองทุนในการพิสูจน์สิทธิในที่ดิน 10,000 ล้านบาท เพื่อให้พิสูจน์สิทธิในที่ดินที่มีข้อพิพาททั้งหมดประมาณ 13 ล้านไร่ ภายในเวลา 5 ปี และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.ป่าไม้ 2484 พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ร.บ.ที่ดินราชพัสดุ และมติครม.ที่เกี่ยวข้อง และปรับปรุงปัญหาทับซ้อนของแผนที่ให้แล้วเสร็จ
2. มองสิทธิในที่ดินตามความเป็นจริง 3 ประเภท คือ สิทธิของเอกชน สิทธิของชุมชน และสิทธิของรัฐ และปรับโครงสร้างอำนาจการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับรูปแบบสิทธิ ผลักดันกฎหมายธนาคารที่ดินเพื่อเป็นกลไกการกระจายการถือครองที่ดิน
3. ให้กรรมสิทธิ์ประชาชน เริ่มจากเปลี่ยนที่ดิน ส.ป.ก. เป็นโฉนดเอกสารสิทธิ์ให้กับเกษตรกรตัวจริง ทวงคืนที่ดิน ส.ป.ก. จากนายทุน ผ่านร่าง พ.ร.บ.ปฏิรูปที่ดินเพื่อประชาชน
4. ลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการปรับปรุงกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และผลักดันกฎหมายภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้าแบบรวมแปลง
5. คืนความยุติธรรม ด้วยการนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวกับป่าไม้และที่ดินที่มีการดำเนินคดีทั้งหมด
ทั้งนี้ นายพิธาและนายอภิชาติ ยังได้ร่วมเดินสำรวจที่ดินที่มีปัญหาทับซ้อน ในพื้นที่ อ.จุน จ.พะเยา พร้อมเปิดแผนที่ดาวเทียมเปรียบเทียบ พบว่านอกจากมีการกินพื้นที่ของรัฐเข้ามาทับซ้อนที่ดินของประชาชนแล้ว ยังมีการทับซ้อนกันเองระหว่างที่ ส.ป.ก. และที่ป่าสงวนอีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนที่ได้รับผลกระทบเคยยื่นขอให้หน่วยงานรัฐเข้ามาแก้ปัญหา แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการให้ได้ เนื่องจากไม่มีหน่วยงานใดกล้าอ้างสิทธิบนที่ดินผืนดังกล่าว
โดยนายพิธาระบุว่านี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ของการจัดการที่ดินภายใต้แนวทางและวิธีคิดของรัฐที่เป็นมาจนถึงปัจจุบันนี้ และยิ่งเป็นเหตุผลว่า เหตุใดการปฏิรูปที่ดินจึงต้องเกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเรื้อรังนี้อย่างถาวร