นางพงศ์ศรี ว่าที่ผู้สมัครเขต 2 ประกอบอาชีพ ทนายความ ชาวบ้านเรียกว่า ทนายอ๋อย เจ้าของธุรกิจโรงแรม และสำนักงานทนายความ โดยเจ้าตัวเปิดเผย ถึงเหตุผลในตัดสินใจเข้าสู่การเมือง ว่า เนื่องจากมีแรงผลักดันจากวิกฤตชีวิตของครอบครัว ที่เกือบต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ทั้งสามี ลูก และหลาน เนื่องจากการเดินทางที่ยากลำบากเพื่อให้ได้รับเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ทันท่วงที จึงตัดสินใจลงสมัครรับเลือกตั้ง ผลักดันการก่อสร้างสะพานข้ามเกาะสมุย เพื่อช่วยเหลือชาวเกาะสมุย ที่ต้องประสบปัญหาความเดือดร้อนจากการผูกขาดการเดินทาง ของเครื่องบิน และเรือข้ามฟาก ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่มากกว่าคนบนเกาะถึง 2 เท่า และยังเป็นปัญหาต่อการทำมาหากิน การสร้างสะพาน จึงเป็นการชุบชีวิตคนรากหญ้า และกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนพบว่าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เห็นด้วยที่จะให้สร้างสะพานเชื่อมเกาะ ประชาชนต้องสามารถกำหนด กฎเกณฑ์การเข้าเกาะสมุย ไม่ใช่เอกชนเพียงไม่กี่รายที่ได้ประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชน
นายวศุธน ว่าที่ผู้สมัคร เขต 5 เป็นนักธุรกิจเจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์ มีความสนใจการเมือง เนื่องจากพรรคชาติพัฒนากล้า ให้โอกาสคนรุ่นใหม่เข้ามาเสนอตัวรับใช้คนสุราษฎร์ธานี ซึ่งตนต้องการเห็นเศรษฐกิจสุราษฎร์ดี คนสุราษฎร์รวย รู้เท่าทันเทคโนโลยี ถึงเวลาแล้วที่สุราษฎร์ธานีต้องเปลี่ยนแปลงด้วยการปฏิรูปสังคมให้ทันยุคทันสมัย ปลดล็อคการค้าเสรี สุรา เบียร์ ต้องไม่ถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุน นอกจากนี้ตนยังสนใจกีฬามวยไทยเป็นพิเศษ และพร้อมผลักดันสู่การเป็น Soft power ซึ่งคุณกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรค ได้ประกาศจุดยืนในเรื่องนี้มาตลอด
ด้าน นายกรณ์ กล่าวว่า สุราษฎร์ธานี เป็นจังหวัดที่อุดมสมบูรณ์ทั้งด้านการเกษตรและท่องเที่ยว ในแง่ทรัพยากรธรรมชาติได้เปรียบหลายจังหวัด แต่ขาดแรงผลักดันที่จะไปต่อ ทั้งที่สามารถทำได้ดีกว่านี้มาก เช่นเดียวกับ สะพานข้ามเกาะสมุย ตนก็เห็นด้วยที่จะต้องสร้าง เพราะต้นทุนความเป็นอยู่ของชาวเกาะสมุยสูงกว่าแผ่นดินใหญ่มาก ซึ่งการมีสะพานนอกจากสร้างเศรษฐกิจให้กับชาวเกาะสมุย และจ.สุราษฎร์ธานีแล้ว ยังส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาคใต้ ที่สามารถต่อยอดการท่องเที่ยวและธุรกิจอื่น ๆ ได้ นอกจากนี้ โครงการมอเตอร์เวย์ จะต้องเกิดที่ภาคใต้ เพราะจะทำให้ต้นทุนความเป็นอยู่ของประชาชนลดลง โอกาสในการค้าขายเพิ่มขึ้น ซึ่งในทุกความคิด ทุกข้อเสนอ จะมีโอกาสผลักดันให้เป็นจริงได้ ถ้าประชาชนไว้วางใจ ว่าที่ผู้สมัคร 3 คน ของพรรคชาติพัฒนากล้า ที่พรรคได้คัดสรรมา ว่าจะเป็นผู้แทนที่ดีให้กับ ชาวสุราษฎร์ธานีอย่างแน่นอน ซึ่งตนและว่าที่ผู้สมัคร ก็พร้อมสู้ในทุกสนามเลือกตั้ง
นายกรณ์ กล่าวว่า พรรคชาติพัฒนากล้า เปิดพื้นที่ให้คนทั้ง รุ่นเก๋ามากประสบการณ์ ผสมผสานคนรุ่นใหม่ที่มีจินตนาการ ได้มีโอกาสมารับใช้ชาติ เพื่อให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เศรษฐกิจไทยต้องเข้มแข็งเพื่อการแข่งขันได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ถ้าการเมืองไทยยังเป็นแบบเดิม โอกาสที่ประเทศจะเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย เราจึงต้องยึดความกล้าเป็นปัจจัยและเงื่อนไขในการทำงาน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนทุกช่วงวัย ที่ผ่านมานโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งแม้จะเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นตอ ยกตัวอย่าง นโยบายการช่วยเหลือเกษตรกร ไม่เคยแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน นับวันนับปี เงินภาษีก็ใช้ไปเรื่อย ๆ แต่คนก็ยังจนเหมือนเดิม
“ถึงเวลาที่ต้องรื้อโครงสร้างในหลาย ๆ ระบบ อย่างปีที่ผ่านมา เราชนเรื่อง โครงสร้างราคาน้ำมัน เรากล้าชนกับทุนใหญ่ และอุตสาหกรรมน้ำมัน ภาคการเมืองไม่ขานรับ แต่ประชาชนสนับสนุนเป็นจำนวนมาก เรื่องนี้ต้องสู้ระดับโครงสร้างซึ่งแน่นอนว่าต้องอาศัยความกล้า และล่าสุดเราเปิดเรื่อง ระบบสินเชื่อ ที่ต้องแก้ระบบการประเมินเครดิตประชาชน ยกเลิกแบล็กลิสต์เครดิตบูโร มาใช้เครดิตสกอร์แทน จนทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาประกาศว่า แบล็คลิสต์ไม่มีจริง ซึ่งผมอยากถามว่า และ 5.5 ล้านคนที่ถูกตัดออกจากสารบบ หมดโอกาสทำกิน จนบางรายต้องพึ่งหนี้นอกระบบ เจอดอกเบี้ยมหาโหดเหมือนตกนรกทั้งเป็น เหล่านั้นคืออะไร ก็คงเหมือนกับที่มีการออกมาประกาศว่า ไม่มีการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคานั่นแหล่ะครับ ซึ่งประชาชนรู้ดีว่าคืออะไร ” หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายกรณ์ กล่าวยืนยันว่า พรรคชาติพัฒนากล้า ไม่ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เพียงอย่างเดียว แต่เราเสนอทางออกให้ด้วย ไม่ใช่ด่าแล้วทำไม่ได้จริง ตรงนี้สำคัญ และจากนี้ไป พรรคชาติพัฒนากล้า จะออกชุดนโยบายมาอย่างต่อเนื่องทุกสัปดาห์ เพื่อปลดแอกให้กับประชาชน ซึ่งในแต่ละนโยบายจะสร้างความสั่นสะเทือนให้กับหลายวงการ และย้ำว่าเราไม่ได้แค่ต้องการคะแนนเสียง แต่อย่างน้อยเราได้มีโอกาสได้นำเสนอ เพราะอยากเห็นประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ที่สร้างสรรค์ นี่คือโอกาสที่จะแสดงให้คนไทยเห็นว่า มีเรื่องอะไรที่ต้องแก้ ขออย่ากระพริบตา
ขณะที่ นายวรวุฒิ กล่าวเสริมว่า ตนตัดสินใจเข้าสู่การเมือง เพราะมองเห็นโอกาสการเติบโตของเอสเอ็มอี เป็นไปได้ยาก ถ้าต้องแข่งขันกับยักษ์ใหญ่ และการที่จะเปลี่ยนแปลงได้ ก็ต้องเข้าสู่การเมือง เพื่อแก้ไขระบบที่ไม่เอื้อต่อคนตัวเล็ก ให้มีโอกาสลืมตาอ้าปาก มีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น ลดต้นทุนค่าครองชีพลง และหลังวิกฤตโควิด สิ่งที่จะดึงเศรษฐกิจให้พลิกฟื้นได้เร็วที่สุดคือ การท่องเที่ยว คาดว่าปีหน้าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นเท่ากับก่อนโควิดคือ 40 ล้านคน จ.สุราษฎร์ธานี เป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีโอกาสทางด้านการท่องเที่ยวสูง และสิ่งที่ควรสนับสนุนควบคู่ไปคือ เศรษฐกิจสายมู ที่จะสามารถเชื่อมต่อไปสู่ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง เช่น ร้านอาหาร สินค้าชุมชน เรื่องเหล่านี้ต้องพัฒนาคุณภาพดีขึ้นไปอีก นอกจากนี้ต้องเร่งส่งเสริมให้ประชาชนค้าขายออนไลน์เป็น ซึ่งเป็นโอกาสที่ทุกคนสามารถทำได้ และสิ่งที่พัฒนาควบคู่ไปคือ การแปรรูปสินค้า การทำเกษตรพรีเมียม เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ถ้าทำได้ก็จะทำให้คนสุราษฎร์ธานี และคนไทยทั้งประเทศไทยพ้นกับดักความยากจนอย่างแท้จริง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรณ์ และนายวรวุฒิ ยังได้เข้าหารือกับ สมาคมส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการไทย จังหวัดสุราษฎร์ธานี (คพอ.) และผู้ประกอบการรุ่นใหม่ YEC ที่สะท้อนปัญหาเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจ และโอกาสในการพัฒนาสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ มีพื้นที่ทำเกษตรกรรม และสถานที่ท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก และเชื่อว่าสามารถจะพัฒนาได้ แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ คือระบบราชการ ที่ตัดโอกาสประชาชน และที่สำคัญคือการเมืองเก่าที่ไม่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง