เมื่อถามว่า มั่นใจพรรครวมไทยสร้างชาติจะได้ ส.ส. เกิน 25 ที่นั่งเพื่อเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า “จะมั่นใจได้ยังไงต้องไปถามประชาชนสิจ๊ะ” คนเลือกไม่ใช่ฉันเอง ฉันจะประเมินตัวเองไม่ได้ ต้องให้ประชาชนเป็นคนประเมิน เพราะทุกอย่างคือ การเลือกตั้งกระบวนการประชาธิปไตยก็ว่ากันไป ส่วนใครจะได้ไม่ได้เป็นเรื่องของประชาชนเขาตัดสินใจ ไม่ใช่เราจะไปกำหนดได้ เราจะไปคาดหวังไม่ได้หรอก
ส่วนจะรู้สึกโหวงเหวงหรือไม่ เมื่อไม่มีพล.อ.ประวิตร เดินคู่ในเส้นทางการเมือง นายกฯ กล่าวว่า ใจมันถึงใจอยู่แล้ว เรื่องอื่นก็คือ เรื่องอื่น เรื่องการเมืองก็ว่ากันไป ตนก็เรียนพล.อ.ประวิตร ไปแล้วเราไม่ใช่คู่ขัดแย้งกัน และในทางการเมือง ต้องไม่ใช่คู่ขัดแย้งกัน ไม่ว่าจะพรรคไหนก็ตาม
เพราะนี่คือเราทำเพื่อประเทศไทยใช่ไหม ไม่ว่า พรรคฝ่ายค้านหรือพรรครัฐบาล ก็เป็นประเทศใช่ไหม เราทำเพื่อคนไทย ดังนั้นอะไรต่าง ๆก็ตามที่ไม่ใช่ ที่จะมาเป็นประเด็นความขัดแย้งกัน นำไปสู่การเลือกตั้ง ไม่อยากให้ทำมันอันตราย
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีจะลงสมัครเป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับหนึ่งของพรรครวมไทยสร้างชาติหรือไม่ นายกรัฐมนตรีเดินออกจากวงสัมภาษณ์ ขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทันที
เมื่อถามต่อว่า เวลาที่เหลืออยู่สองปีจะเอาอะไรเป็นจุดขาย เพื่อจะได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี นายกฯ เดินขึ้นบันได ตึกไทยคู่ฟ้า อย่างช้า ๆพร้อมฟังคำถามและตอบว่า “อยู่เพื่อทำงาน งั้นเราก็พยายามทำให้เต็มที่ อยู่ก็ทำงานให้มันจบให้เรียบร้อยราบรื่น”
ส่วนเรื่องการเตรียมพร้อมรับมือการอภิปรายไม่ไว้โดยไม่ลงมติว่า จะบอกว่า ไม่พร้อมได้ยังไง เมื่อมีมติมาก็พร้อมตลอด สำคัญว่า จะฟังกันหรือไม่ ส่วนเรื่องวันอภิปรายยังไม่ทราบ เป็นเรื่องของสภาฯ ซึ่งขณะนี้สภาฯยังไม่ได้เสนอหรือกำหนดวันว่า เมื่อไรอย่างไร ก็ต้องฟังสภาฯ ส่วนวิปรัฐบาลก็จะได้ชี้แจงกำหนดวันที่เหมาะสม
ทั้งนี้ ต้องดูด้วยว่า “หลาย ๆ เรื่องมันเหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่ หวังผลเพื่ออะไรก็ต้องดู ถ้าเจตนาบริสุทธิ์ ผมไม่ได้ขัดข้องอะไรอยู่แล้ว” และเมื่อถึงประโยคดังกล่าวแล้ว นายกฯทำเสียงเหนื่อยอ่อนแรงว่า “บ้านเมืองมีปัญหาเยอะพออยู่แล้ว