จากครั้งก่อน Hellbound ถูกตีความในฐานะของความเชื่อจากเนื้อเรื่องช่วงแรก คราวนี้เรามาขยับการตีความไปสู่ทิศทางความเป็นจริงมากขึ้น เมื่อสิ่งที่เกิดและสะท้อนให้เห็นในซีรีย์ คือบริบททางการเมืองและสังคมที่ผู้สร้างต้องการถ่ายทอดออกมาจากระบอบอำนาจนิยม

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

Highlights

  • เนื้อหาช่วงหลังของเรื่องเปลี่ยนบทบาทตัวละครหลักจากนายตำรวจ จินคยองอุน มาเป็น แบยองแท โปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ อาจสร้างความสับสนให้กับผู้ชม แต่นี่คือขั้นตอนการถ่ายทอดเนื้อหาภายในเรื่องเช่นกัน
  • บทบาทของจินคยองอุนหมดลงไปพร้อมกับหน้าที่และบทบาทของตำรวจภายในเรื่อง รวมถึงคุณค่าของคำว่ากฎหมายและกระบวนการยุติธรรม เมื่อมันได้ยอมศิโรราบต่ออำนาจความไม่ชอบธรรม
  • บทบาทของแบยองแจเป็นภาพแทนของสื่อภายในเรื่อง จากความรู้สึกต่อต้านการครอบงำสื่อและชุดความจริงที่เปิดเผยต่อประชาชน สู่การหันมาเป็นปฏิปักษ์เต็มตัวเมื่อลูกน้อยของเขาเป็นผู้ถูกประกาศิต
  • เนื้อหาภายในเรื่องแม้จะเริ่มต้นจากความแฟนตาซี แต่คือการสะท้อนความเป็นจริงให้เห็นเนื้อแท้ของมนุษย์และการปกครองภายใต้ระบอบอำนาจนิยมอย่างแท้จริง

-------------------

*มีการเปิดเผยเนื้อหาภายในซีรีย์ Hellbound

 

          บทความก่อนเราพูดถึงชัยชนะของจองจินซูและลัทธิสัจธรรมใหม่ไปแล้ว วันนี้เราจะมาพูดถึงผลกระทบที่ตามมาหลังจากนั้น ท่ามกลางสังคมที่ถูกปกครองด้วยแนวคิดสุดโต่งทางความเชื่อ วจนะของพระเจ้าและประกาศิตกลายเป็นความชอบธรรมจะนำพาโลกไปสู่ทิศทางใด?

 

          ผู้ชมบางส่วนอาจรู้สึกขัดใจเมื่อตัวละครดำเนินเรื่องหลักเปลี่ยนไป จากเดิมเป็นบทนำของนายตำรวจจินคยองอุนแต่หลังการตายของจองจินซูเขาก็หายไปหน้าตาเฉย แทนที่ด้วยบทบาทของ แบยองแจ โปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ของสถานีแห่งหนึ่ง โดยมีตัวละครคุ้นหน้าเหลือเพียงทนายความ มินฮเยจิน คนเดียว

 

          เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ส่วนหนึ่งมาจากบทบาทของจินคยองอุนจบลงไปพร้อมจองจินซู การที่เขาเลือกปกปิดความผิดให้กับจองจินซูและลูกสาว ในทางหนึ่งถือว่าเขาได้เลือกแล้วจะอาศัยอยู่ในโลกใหม่ที่ว่า อีกส่วนคือเพื่อเปลี่ยนมุมมองการถ่ายทอดเรื่องราวต่อจากนี้ด้วย

ความเชื่อสุดโต่ง การระบาดของความบ้าคลั่ง สู่วันที่กฎหมายเป็นแค่เศษกระดาษ
          ส่วนนี้ต้องย้อนกลับไปสักเล็กน้อยเพราะเป็นสิ่งเกิดก่อนชัยชนะของจองจินซูจะมาถึง ความบ้าคลั่งจากน้ำมือของกลุ่มลัทธิสัจธรรมใหม่เกิดขึ้นมานานแล้วในนามกลุ่มหัวศร ผู้ตอบสนองการตีความวจนะของพระเจ้าด้วยความรุนแรง บุกไปทำร้ายคนเห็นต่างตามอำเภอใจ อีกทั้งไม่มีความเกรงกลัวกฎหมายใดๆ จากการให้กลุ่มผู้ลงมือกระทำผิดเป็นผู้เยาว์

 

          ใครก็ตามที่มีแนวความคิดเห็นต่างคัดค้านความเชื่อของพวกเขาถูกตราหน้าเป็นคนบาป เห็นได้ชัดจากการพ่นสีใส่สำนักทนายโซโตที่แสดงความคิดคัดค้าน หรือจะเป็นการพยายามขวนขวายหาบาปของผู้ถูกลงทัณฑ์ประจานเพื่อยืนยันแนวคิดความเชื่อของตัวเอง ถึงขนาดตั้งใจจะหันไปข่มขู่เด็กเลยทีเดียว

 

          สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนการถ่ายทอดสดการลงทัณฑ์ให้ผู้คนได้รับชมเป็นวงกว้าง ก่อนกระแสสังคมสับสนรวนเรโน้มเอียงไปทางเดียวกับพวกเสียอีก ทำให้หลายคนอาจตั้งคำถามว่าเหตุใดกลุ่มหัวศรจึงบ้าคลั่งขนาดนั้น ทำไมถึงมีผู้ศรัทธางมงายหลับหูหลับตาทำตามสิ่งที่มีคนมาตีความให้ฟังโดยไม่นำมาไตร่ตรอง

 

          หากให้ตีความกลุ่มสมาชิกกลุ่มหัวศรทั้งหลาย อาจไม่ได้สนใจวจนะจริงจังเป็นแค่กลุ่มชื่นชอบความรุนแรงเท่านั้นเอง

 

          เห็นได้ชัดว่าพฤติกรรมรวมตัวล่าประทุษร้ายคนเห็นต่างเหล่านี้แท้จริงคือการล่าแม่มด แค่เพราะใครบางคนมีความเชื่อหรือหลักคิดไม่เหมือนกับตัวเอง หรืออาจแค่มีความรู้สึกรังเกียจไม่ชอบหน้าใครเข้า ก็จัดการนำคนเหล่านั้นมาประจานเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ตราหน้าพวกเขาเป็นพวกนอกรีตและคนบาป หาเหตุผลอันชอบธรรมในการเข้าไปคุกคาม

          อย่าว่าแต่โลกในซีรีย์ที่มีสัตว์ประหลาด 3 ตัวออกมาเพ่นพ่าน พุ่งเข้าไปทำร้ายผู้คนไม่เลือกหน้าเพื่อฆ่าใครสักคน แม้แต่บนโลกปัจจุบันเราก็พบเห็นคนกลุ่มนี้ได้ทั่วไป ทั้งจากแนวคิดความเชื่อไม่ว่าด้านการเมือง ศาสนา สังคม รูปร่างหน้าตา หรือกระทั่งเรื่องส่วนตัว ขอแค่เกิดความไม่พอใจกันในคนหมู่มากก็สามารถเกิดเรื่องแบบนี้ได้ไม่ยาก เลวร้ายกว่าคือเมื่อเกิดขึ้นจนมีผู้ตกเป็นเหยื่อหลายครั้งก็ไม่เห็นมีใครต้องรับผิดชอบ ทำให้ผู้ก่อเหตุยิ่งได้ใจกลายเป็นวงจรความรุนแรงไม่จบสิ้น

 

          ทั้งหมดคงไม่เกิดขึ้นหากการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด ผู้รักษากฎหมายเที่ยงตรง ทำตามหน้าที่ สามารถลากคนผิดออกมารับโทษได้ แต่อย่างที่เห็นอำนาจของตำรวจภายในเรื่องสั่นคลอนมานาน ตั้งแต่กลุ่มหัวศรนำผู้เยาว์มาเป็นโล่บังหน้า จนถึงการไม่สามารถขัดขวางสัตว์ประหลาด 3 ตัวนั้นได้ กฎหมายจึงหมดความสำคัญลงไปโดยสิ้นเชิง

 

          สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาเป็นภาพลักษณ์จากการหมดบทบาทของนายตำรวจจินคยองอุน ทั้งที่ 3 ตอนแรกเขาเป็นตัวละครหลักที่มีบทบาทสำคัญพอจบเรื่องทั้งหมดได้ แต่เมื่อเขาเลือกจะยอมรับโลกใหม่ของจองจินซูโดยไม่ต่อต้าน บทบาทและความหมายของตัวละครนี้จึงหมดลงจนหายไปจากหน้าจอ

 

          โดยเฉพาะภายหลังการตายของจองจินซูกับโลกที่ทุกอย่างโน้มเอียงไปหาสัจธรรมใหม่ กลุ่มหัวศรกลายเป็นคนนอกกฎหมายที่ก่ออาชญากรรมทำทุกอย่างตามอำเภอใจ แม้กระทั่งเล่นงานญาติพี่น้องครอบครัวของผู้ถูกลงทัณฑ์ ทำร้ายผู้คนเป็นว่าเล่นแต่กลับไม่ถูกลงโทษยิ่งตอกย้ำความไร้ค่าของผู้รักษากฎหมายได้ชัดเจน

 

          เมื่อตำรวจไม่อาจรักษากฎหมายได้อีกพวกเขาก็หมดคุณค่า เป็นแค่เพียงอุปกรณ์ประกอบฉากความบิดเบี้ยวชิ้นหนึ่ง
จินคยองอุน นายตำรวจที่เป็นตัวดำเนินเรื่องของครึ่งแรก / แบยองแจ โปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ ตัวดำเนินเรื่องในช่วงครึ่งหลัง
การบิดเบือน ควบคุม ตีกรอบสื่อ ภายใต้การควบคุมโดยอำนาจผูกขาด
          เนื้อหาส่วนนี้ถูกสะท้อนผ่านมุมมองของ แบยองแจ โปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ ผู้รับหน้าที่กำกับ(ร่วม)สารคดีของลัทธิสัจธรรมใหม่ จากความไม่เห็นด้วยในการเข้ามากำกับควบคุมเกินพอดีของทางลัทธิ เพราะอันที่จริงเขาก็ไม่เคยเห็นด้วยกับแนวทางหรือชุดความคิดเหล่านี้แต่ต้นแล้ว

 

          ด้วยการเป็นคนในวงการสื่อแบยองแจจึงเห็นข้อมูลดิบภายใน ได้รู้ว่าโลกในตอนนี้ถึงผู้คนต่างพากันบอกว่าเกรงกลัวต่อบาปและความผิด แท้จริงยังมีผู้กระทำความชั่วโดยอ้างนามลัทธิ การลงทัณฑ์ หรือวจนะของพระเจ้ามากมาย นั่นทำให้เขาไม่เห็นด้วยจนแสดงการต่อต้านคนจากลัทธิสัจธรรมใหม่ที่เข้ามาควบคุมงานโดยตรง

 

          ถึงเวลาเขากลับไม่สามารถโต้แย้งได้ถนัดเมื่อทุกคนต่างพากันคล้อยตาม เจ้านายของเขาบอกให้แก้การนำเสนอตามคำบอก ไม่ให้ผู้คนเกิดความสงสารเหยื่อจากสัตว์ประหลาดเหล่านั้น กลับให้ไปเน้นย้ำบาปของเหยื่อคนดังกล่าวเพื่อเชิดชูแนวคิดจากลัทธิ เห็นได้ชัดว่าเกิดการควบคุมแทรกแซงนำเสนอสื่อให้เป็นไปตามทิศทางที่ต้องการ

 

          ส่วนหนึ่งคงมาจากกระแสสังคมต่างพากันคล้อยตามเชื่อถือคำพูดของสัจธรรมใหม่ แต่อีกส่วนคือการที่ลัทธิเข้ามามีอำนาจเหนือองค์กรทั้งสื่อและตำรวจ เห็นได้จากตัวเลขอาชญากรรมถูกกดให้ต่ำอย่างจงใจ รวมถึงไม่ยอมเปิดเผยจำนวนคดีจากฝีมือของกลุ่มหัวศร อีกหนึ่งกองกำลังที่ทางลัทธิใช้งานเพื่อเล่นงานผู้เห็นต่าง

 

          สิ่งนี้แสดงถึงการเข้าครอบงำ บิดเบือน ควบคุมเนื้อหาสื่อเป็นไปตามทางที่กำหนด ตอกย้ำความเชื่อเรื่องบาป การลงทัณฑ์ และนรกไว้ให้เข้มข้นไม่สั่นคลอน เป็นการผูกขาดนำอำนาจเข้ามาตีกรอบให้สื่อเผยแพร่สารตามที่ต้องการ เพื่อให้ผู้คนเห็นว่าทุกสิ่งที่ลัทธิกระทำเป็นวจนะของพระเจ้า

 

          หรือถ้าจะให้พูดมันคือการผูกขาดการตีความวจนะดังกล่าว ผูกขาดข้อเท็จจริงที่สังคมควรจะรับรู้นั่นเอง

 

          อันที่จริงนี่ก็เป็นสิ่งที่จองจินซูเคยทำในการใช้ประโยชน์จากสื่อต่างๆ เขานำเสนอข้อมูลเฉพาะด้านที่สอดคล้องเป็นประโยชน์แก่แนวคิดของตัวเอง ฝังหัวความเชื่อเรื่องการลงทัณฑ์ด้วยความหวาดกลัว บาป และวจนะจากพระเจ้าไม่ต่างกัน แค่เขาเลือกนำเสนอด้านที่เป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธมาผูกโยงเข้ากับเรื่องราวที่แต่งขึ้นได้เท่านั้นเอง

 

          แน่นอนทั้งสองรูปแบบถือเป็นการควบคุมนำเสนอสื่อในรูปแบบหนึ่ง ไม่มีวิธีหรือทิศทางใดดีไปกว่ากันเพราะมันคือการบงการความคิดของผู้คน พร้อมกันนั้นยังเป็นการยืนยันด้วยว่าแนวคิดและหลักการของพวกเขาเปราะบางเพียงไร แค่เพียงมีแรงกระเพื่อมสั่นไหวจากข้อเท็จจริง หรือแค่ชุดความเชื่อที่เห็นต่างกันสักนิดก็พร้อมจะพังครืนลงกับตา

 

          สิ่งเขย่าความเชื่อที่เป็นรากฐานอำนาจของลัทธิสัจธรรมใหม่หรืออำนาจพระเจ้าดังกล่าว คือประกาศิตต่อเด็กน้อยแรกเกิดที่ต้องตายในอีก 3 วัน แน่นอนไม่มีใครบอกถึงบาปของเด็กคนนี้ได้ เด็กจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ที่กลุ่มโซโตผลักดันให้ผู้คนได้เห็นว่าวจนะพระเจ้าเป็นเรื่องแหกตา สร้างแรงสั่นสะเทือนทำให้บรรดาผู้คนในลัทธิเริ่มเกิดความกังขาต่อความเชื่อยิ่งขึ้น
Hellbound ความวิปริตของศรัทธา การเข่นฆ่า เพื่อความเชื่อในแบบตน พระเจ้ามีอยู่เพื่อใคร? (2)
เนื้อหาและประเด็นการนำเสนอความเป็นจริงจากโลกแฟนตาซี

          โครงเรื่องของ Hellbound มีรากฐานมาจากสัตว์ประหลาด 3 ตัวออกอาละวาด ไล่ฆ่าผู้คนที่ถูกประกาศสั่งตายตามวันเวลาที่กำหนด รวมถึงการเผาร่างของเหยื่อให้กลายเป็นตอตะโกในพริบตา ปฏิเสธไม่ได้ว่าเนื้อหาเหล่านี้มีความเหนือจริงไปพอสมควร แต่ตลอดการดำเนินเรื่องหรือเนื้อหานำเสนอล้วนสะท้อนรูปลักษณ์ความจริงบางอย่าง

 

          ตั้งแต่รูปแบบของความหวาดกลัวสิ่งเหนือธรรมชาติถูกชักจูงเป็นความเชื่อให้หวาดกลัว การผงาดของคนที่อ้างว่าตัวเองมีความรู้ความเข้าใจจากเหตุการณ์ดังกล่าว ความบ้าคลั่งของผู้คน การใช้ความรุนแรงเกินการควบคุม กฎหมายไร้คุณค่าจากการไม่บังคับใช้ การเรืองอำนาจของบางสิ่งจนเข้าครอบงำสื่อเพื่อควบคุมความคิดของผู้คน

 

          ทั้งหมดล้วนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความจริงและเราต่างได้พบเห็นเรื่องเหล่านั้นกันทั่วไป

 

          Hellbound ตีความและใช้ภาพลักษณ์ของอำนาจสุงสุดภายในเรื่องเป็นสัตว์ประหลาด 3 ตัว อาจเพื่อแสดงภาพให้ชัดเจนจับต้องได้มากขึ้น รวมถึงการสามารถใส่ประเด็นด้านศาสนาความเชื่ออย่างเต็มที่ แต่ถ้าลองเปลี่ยนตัวแปรของสัตว์ประหลาดเป็นสิ่งอื่นที่ใกล้เคียงความจริงมากกว่าล่ะจะเป็นยังไง?

 

          หากลองปรับมุมมองดูสักนิดเปลี่ยนจากเรื่องเหนือธรรมชาติ เปลี่ยนสัตว์ประหลาด 3 ตัวนั้นให้กลายเป็นพลังอำนาจอย่างเดียว อาจช่วยให้เนื้อหาและการกระทำในเรื่องเข้าใจง่ายขึ้น จากการปรากฏของอำนาจบางอย่างที่บีบบังคับทุกอย่างต้องศิโรราบ การพยายามขัดขืนของคนตัวเล็กๆ ต่างไร้ความหมายไม่อาจต่อต้านอะไรได้

 

          เมื่อคนไม่เข้าใจหรือเผชิญอำนาจที่เหนือชั้นกว่าย่อมตามมาด้วยความหวาดกลัว เป็นที่มาในการใช้ประโยชน์ของจองจินซูผู้สามารถเผยแพร่แนวคิดลัทธิสัจธรรมใหม่ ใช้ความหวาดกลัวครอบงำปกคลุมคนทั้งประเทศ โดยอาศัยการหว่านล่อมชี้นำ และสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองเป็นผู้รับสารเพียงหนึ่งเดียว ทำให้ผู้คนต่างงมงายเชิดชูเขาราวกับเทพเจ้าองค์หนึ่ง

 

          แท้จริงสิ่งที่เกิดกับจองจินซูคือ ลัทธิบูชาตัวบุคคล ยึดมั่นในแนวคิด การกระทำ และความดีของบุคคลดังกล่าวหน้ามืดตามัว ถึงขั้นต้องเคารพ กราบไหว้ บูชายกย่องศาสดาคนดังกล่าว โดยหลงลืมไปว่าพื้นเพนั่นก็คือมนุษย์เดินดินไม่ต่างจากเรา นั่นคือสิ่งที่ซีรีย์เน้นย้ำเมื่อเขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้ถูกลงทัณฑ์ด้วยเช่นกัน

 

          ความบ้าคลั่งและการใช้ความรุนแรงของผู้คนก็เช่นกัน นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแค่ในเรื่องแต่อยู่คู่กับมนุษย์มาทุกยุคสมัยจนสามารถพบเห็นได้ทั่วไป คนเราสามารถนำข้ออ้างหลากหลายยัดเยียดให้ใครสักคนกลายเป็นฝ่ายตรงข้าม จากนั้นจึงคุกคามทำร้ายคนที่ว่าได้โดยไม่รู้สึกรู้สาใดๆ

 

          ส่วนนี้สามารถยกตัวอย่างได้มากมาย บางครั้งอาจเป็นความขัดแย้งทางความเชื่อศาสนา แนวคิดทางการเมือง ความแตกต่างทางสีผิวชาติพันธุ์ กระทั่งเรื่องเสื้อผ้าหรือรองเท้าขาดเป็นรู ก็สามารถถูกใส่ความให้ชีวิตพังทลายลงไปกับตา ลิดรอนสิทธิของบุคคล ดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คุกคามชีวิตของเหยื่ออย่างสนุกสนานหน้าตาเฉย

 

          และอย่างที่บอกไปสิ่งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากมีกฎหมายคอยคุ้มครองบังคับใช้อย่างจริงจัง แต่เราต่างรู้กันว่าบางครั้งกฎหมายเองก็ไม่ได้ตอบโจทก์จนถึงไม่สามารถลงโทษคนผิดได้ ไม่ว่าจะจากช่องโหว่ของกระบวนการ สารพัดการลดหย่อนโทษ หรือปัญหาจากตัวผู้บังคับใช้เองก็เป็นสิ่งที่เราพบเห็นอยู่ทั่วไป

 

          การควบคุม บิดเบือน ตีกรอบสื่อให้เป็นไปตามที่ต้องการ ส่วนนี้อาจต้องตีความกันเล็กน้อยแต่เราได้เห็นความพยายามในการควบคุมเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออกของผู้คน ปิดกั้นข่าวสารด้านลบ กำจัดผู้เห็นต่าง ครอบงำความคิดของประชาชนด้วยความหวาดกลัวโดยอาศัยการลงโทษ ทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาอำนาจของผู้นำหรือกลุ่มผู้บริหาร
Hellbound ความวิปริตของศรัทธา การเข่นฆ่า เพื่อความเชื่อในแบบตน พระเจ้ามีอยู่เพื่อใคร? (2)
          เนื้อแท้ของลัทธิสัจธรรมใหม่แท้จริงคือตัวตนของ ลัทธิอำนาจนิยม นั่นเอง กับความพยายามในการใช้อำนาจที่มีปิดปากผู้คน ใช้อำนาจบาตรใหญ่ครอบงำวิธีคิด ปิดกั้นข้อมูลที่เป็นผลเสียต่อประชาชน อาศัยการลงโทษในนามการลงทัณฑ์ทั้งจากสัตว์ประหลาดและกลุ่มหัวศร รวมถึงทำทุกวิถีทางในการด้อยค่าจนถึงกำจัดชุดความคิดเห็นต่าง

 

          ทั้งหมดนี้เกิดมาจากความบ้าคลั่งและการให้อำนาจมากเกินไปของผู้คน ในกรณี Hellbound เพราะการปล่อยให้สัจธรรมใหม่ตีความวจนะพระเจ้าตามใจชอบ ก่อเกิดเป็นลัทธิทรงอำนาจมีอิทธิพลเหนือการเมืองที่ไม่สามารถตรวจสอบหรือโต้แย้งการกระทำได้ในที่สุด

 

          ฟังดูน่าสะพรึงกลัวจนไร้ทางต่อต้านแต่ความจริงสิ่งนี้แสนเปราะบาง นั่นทำให้ทางลัทธิต้องคอยควบคุมสื่อชี้นำให้ผู้คนเห็นไปในทางเดียวกัน สร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเสมอมา พวกเขาไม่อาจยอมรับแนวคิดปัจเจกหรือเจตจำนงเสรีจากบุคคลที่เห็นค้านอย่างกลุ่มโซโต รวมถึงแบยองแจที่ตั้งคำถามว่าลูกน้อยของเขาที่เป็นเด็กแรกเกิดทำอะไรผิด

 

          สิ่งเหล่านี้สั่นสะเทือนความเชื่อเรื่องบาปและการลงทัณฑ์ที่เป็นหัวใจสำคัญของอำนาจอย่างรุนแรง เพราะเมื่อใดที่ผู้คนเสื่อมศรัทธาเรื่องบาปจนเลิกหวาดกลัว ลัทธินี้จะกลายเป็นแค่องค์กรนักต้มตุ๋นลุแก่อำนาจที่ทำร้ายคนเป็นว่าเล่น เป็นเหตุให้ทางองค์กรรวมถึงผู้ศรัทธาพยายามขัดขวางอีกทั้งด้อยค่าเรื่องนี้ทุกวิถีทาง เพื่อปกป้องรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง

 

          ท้ายที่สุดเมื่อเด็กทารกดังกล่าวรอดชีวิตจากอ้อมกอดของพ่อแม่ ยิ่งเป็นการสั่นคลอนรากฐานความเชื่อนั้นมากขึ้นอีก เป็นเหตุให้ในตอนท้ายเริ่มมีคนออกมาขัดขวางการกระทำของนักบวชในลัทธิ แสดงให้เห็นแล้วว่าเจตจำนงเสรีของพวกเขาเริ่มตื่นขึ้น และรู้ตัวว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหรือทำอยู่ตอนนี้เป็นเรื่องผิด ยืนยันถึงความสั่นคลอนทางอำนาจของสัจธรรมใหม่

 

           แน่นอนเราไม่อาจรู้ได้ว่าทิศทางต่อจากนี้จะเป็นเช่นไรต่อเมื่อซีรีย์จบลงเท่านี้ แต่แรงกระเพื่อมเริ่มเกิดขึ้นและยิ่งทวีความรุนแรงในอนาคต ทั้งการรอดชีวิตของทารก การเข้ามาช่วยเหลือของคนขับแท็กซี่ หรือแม้แต่การฟื้นกลับมาจากความตายของหญิงสาวผู้ถูกลงทัณฑ์ต่อหน้าสาธารณะ เป็นสัญญาณว่าไม่ช้าลัทธิอำนาจนิยมจะต้องล่มสลายลงในที่สุด

 

          เนื้อเรื่องของ Hellbound แม้ชูจุดเด่นเรื่องสัตว์ประหลาด 3 ตัวที่ลงมือฆ่าคนตามประกาศิต แต่เห็นได้ชัดว่าทั้งเรื่องไม่เคยโฟกัสไปกับตัวของอสูรกายเหล่านี้เลยแต่เป็นเรื่องของมนุษย์ สิ่งที่ทำให้เรื่องยิ่งเลวร้ายหรือดำดิ่งลงสู่ความมืดมากขึ้น ไม่ได้เป็นฝีมือสัตว์ประหลาดที่ออกอาละวาด แต่เกิดจากน้ำมือของคนเราด้วยกันเองทั้งสิ้น

 

          บางทีอาจเป็นไปตามที่คนขับแท็กซี่ในช่วงท้ายบอกไว้ ว่าที่นี่คือโลกมนุษย์ คนที่จะทำให้มันเป็นสวรรค์หรือนรกก็ขึ้นกับมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น

--------------------

ที่มา