จากนักฟุตบอล สู่เจ้าของสโมสรฟุตบอล คงมีน้อยคนที่จะมาถึงจุดนี้ได้เหมือน เดวิด เบ็คแฮม แต่ความทะเยอทะยานของอดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษ ก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นที่ล้มลุกคลุกคลาน และยังไม่เห็นแววความสำเร็จ

Highlights

  • จากออปชั่นที่มีไว้เพื่อดึงดูดให้ซูเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งของโลก ยอมย้ายไปเล่นในสหรัฐฯ เดวิด เบ็คแฮม เลือกใช้สิทธิ์นั้น เพื่อต่อยอดวิถีฟุตบอลของตน จากนักเตะสู่การเป็นเจ้าของสโมสร
  • แต่เส้นทางสู่การเป็น อินเตอร์ ไมอามี กลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะความอ่อนประสบการณ์ในการบริหารสโมสรของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
  • เบ็คแฮม อาจยังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่ เพื่อพิสูจน์ว่าความฝันนี้จะไม่ยุติลงด้วยความล้มเหลว ด้วยบทเรียนสำคัญที่เกิดจากความผิดพลาดในช่วงแรก

--------------------

          ในฐานะนักฟุตบอล นักสร้างแบรนด์ หรือการลงทุน เดวิด เบ็คแฮม ถือว่าประสบความสำเร็จมาตลอด

          แต่กับบทบาทล่าสุด ในการสร้างและบริหารสโมสรทีมฟุตบอล อาจต้องใช้เวลาอีกยาวไกล กว่าจะพิสูจน์ได้ว่าอดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษคิดไม่ผิดที่เลือกเส้นทางนี้

 

มรดกจาก แอลเอ แกแล็กซี
เบ็คแฮม คือตำนานของ แอลเอ แกแล็กซี และ เอ็มแอลเอส / ภาพจาก USA Today

          ย้อนไปในปี 2007 เบ็คแฮม ในวัยเพียง 31 ปี สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อตัดสินใจย้ายจากสโมสรที่ยิ่งใหญที่สุดในโลก เรอัล มาดริด ไปเล่นในเมเจอร์ลีก ซอคเกอร์ กับ แอลเอ แกแล็กซี ด้วยสัญญามูลค่ามหาศาลถึง 172 ล้านดอลลาร์

          แม้ถูกมองว่าเป็นการถดถอยในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ แต่ เบ็คแฮม ไม่เพียงประสบความสำเร็จในการเล่นให้ต้นสังกัดใหม่

          แต่ยังเป็นเหมือนผู้บุกเบิกเส้นทางให้นักเตะระดับโลกอีกหลายราย ย้ายมาหาความท้าทายใหม่ ๆ ในสหรัฐฯ ด้วย

          นอกจากทั้งหมดที่ว่ามา อีกหนึ่งเงื่อนไขที่ทำให้ เบ็คแฮม ตกลงย้ายมาเล่นใน MLS คือ สิทธิ์ในการตั้งแฟรนไชส์ทีมฟุตบอลของตัวเองได้ ในราคา 25 ล้านดอลลาร์

          และเมื่อประกาศเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพอย่างเป็นทางการ หลังหมดสัญญากับ เปแอสเช เจ้าตัวก็ตัดสินใจใช้ออปชั่นดังกล่าวตามที่ประกาศไว้

 

ทำไมต้อง ไมอามี
เลอบรอน เจมส์ มีส่วนช่วยสนับสนุนโปรเจกต์ ไมอามี ในช่วงเริ่มแรก / ภาพจาก USA Today

          จากสองตัวเลือกในมือ คือ นิวยอร์ค และ ไมอามี

          สุดท้าย เบ็คแฮม ก็เลือกชอยส์หลังในการเป็นที่ตั้งของแฟรนไชส์ใหม่ เพราะเชื่อว่าเป็นตลาดใหม่ และมีประชากรเชื้อสายละติน ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายที่สนใจในกีฬาฟุตบอล

          ที่สำคัญ คือไม่มีแฟรนไชส์ฟุตบอลที่นี่มานานเกือบ 20 ปีแล้ว นับแต่ ไมอามี ฟิวชัน ปิดตัวไปเพราะปัญหาด้านการเงิน

          เลอบรอน เจมส์ สตาร์จากไมอามี ฮีท ซึ่งถือหุ้นบางส่วนใน ลิเวอร์พูล ตอบตกลงเข้ามาช่วย เบ็คแฮม ในการนำเสนอโครงการนี้ต่อ MLS ก่อนเส้นตายในวันที่ 31 ธันวาคม 2013

          สุดท้าย โครงการของ เบ็คแฮม ก็ได้รับไฟเขียวจาก MLS ให้เดินหน้าต่อ

          แต่กว่าจะได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ ในฐานะทีมที่ 25 ใน MLS ก็ต้องรอจนถึงต้นปี 2018

          และในปีเดียวกันนั้นเอง คลับ อินเตอร์นาซิอองนาล เด ฟุตบอล ไมอามี หรือ "อินเตอร์ ไมอามี" ก็ถือกำเนิดขึ้น

          โดยนอกจาก เบ็คแฮม แล้ว ยังมีเจ้าของร่วมอีก 4 รายคือสองพี่น้อง ฮอร์เก และ โฮเซ มาส มหาเศรษฐีธุรกิจก่อสร้าง, มาร์เซโล เคลาร์ มหาเศรษฐีชาวโบลิเวีย และ มาซาโยชิ ซอน ผู้ก่อตั้ง Softbank

          และเป้าหมายต่อไปคือการสร้างทีมเพื่อเข้าร่วมใน MLS ฤดูกาล 2020

          ก่อนทั้งหมดจะพบว่ามันไม่ง่ายดายอย่างที่คิด

 

ความทะเยอทะยาน สวนทางกับประสบการณ์
ดิเอโก อลอนโซ (กลาง) แทบไม่มีโอกาสสร้างทีมตามแนวทางของตัวเอง / ภาพจาก Miami Herald

          แม้จะมีประสบการณ์โชกโชนในฐานะนักเตะ ขณะที่รายล้อมด้วยนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในอุตสาหกรรมอื่น ๆ

          เบ็คแฮม พบว่าการสร้างสโมสรฟุตบอลขึ้นมาใหม่ มีปัญหาและข้อจำกัดมากมาย โดยเฉพาะเมื่อกลุ่มผู้บริหารมีแนวคิดกระจัดกระจายไปคนละทาง และส่วนใหญ่ก็ไม่มีประสบการณ์ในวงการนี้มากพอ

          แหล่งข่าวที่ขอไม่เปิดเผยชื่อ ระบุว่าแม้ทีมจะก่อตั้งขึ้นด้วยความทะเยอทะยานก็จริง

          แต่ปัญหาใหญ่ คือแต่ละคนขาดประสบการณ์ในการบริหารสโมสรฟุตบอล และไม่มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนในการสร้างทีม

          ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือการตั้งเฮดโค้ชคนแรกของสโมสร

          ดิเอโก อลอนโซ ซึ่งเคยคว้าถ้วย คอนคาเคฟ แชมเปียนส์ลีก กับ ปาชูกา และ มอนเทอร์รีย์ มาก่อน ได้รับตำแหน่งก่อนลงเตะพรีซีซั่น เพียงไม่กี่สัปดาห์

          เหตุผลคือ อลอนโซ ไม่ใช่ตัวเลือกแรก เพราะผู้บริหารอยากได้โค้ชระดับบิ๊กเนมมาคุมทีม

          เช่น โรแบร์โต มาร์ติเนซ ของ เบลเยียม, มาร์เซโล กายาร์โด ของ ริเวอร์เพลท, ซานติอาโก โซลารี ของ คลับ อเมริกา หรือ ปาทริค วิเอรา ซึ่งขณะนั้นอยู่กับ นีซ

          จนเมื่อการเจรจากับ วิเอรา ล้มเหลว สโมสรถึงหวนกลับมาคุยกับ อลอนโซ

          ที่แย่ไปกว่านั้น คือสโมสรเซ็นสัญญากับผู้เล่นไปล่วงหน้าแล้วถึง 21 คน ซึ่งแปลว่า อลอนโซ ไม่มีโอกาสคัดเลือกนักเตะที่เหมาะกับแผนเลยแม้แต่คนเดียว

          ไม่ใช่แค่กรณีของ อลอนโซ ที่แสดงถึงความไม่พร้อมของ อินเตอร์ ไมอามี

          หลายตำแหน่งที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร อย่าง รองประธานฝ่ายการเงิน ก็เพิ่งได้ตัวคนมาทำงานให้หลังจากเริ่มฤดูกาลไปแล้วหลายเดือน

          บริษัท third-party ที่ได้รับว่าจ้างให้ดูแลเรื่องการตลาดและสปอนเซอร์ ก็ทำงานไม่ได้ตามเป้า ทำให้ ไมอมี เป็นหนึ่งในสองทีมของ MLS ที่ไม่มีสปอนเซอร์บนอกเสื้อ เช่นเดียวกับ โคโลราโด ราปิดส์

          อำนาจในการดูแลฝ่ายปฏิบัติงานของสโมสรเกือบทั้งหมด ถูกรวมไว้ในความดูแลของ พอล แม็คโดนาฟ ที่ควบทั้งตำแหน่งซีโอโอ ผู้อำนวยการกีฬา จนการทำงานในหลาย ๆ เรื่องกลายเป็นคอขวดที่ไปกระจุกอยู่ที่ แม็คโดนาฟ คนเดียว

 

ยิ่งแก้ ยิ่งยุ่ง
แบลส มาตุยดี ความหวังดีของผู้บริหาร ที่สร้างปัญหาใหญ่ให้ทีม / ภาพจาก MLS

          ขณะที่นอกสนามเต็มไปด้วยเรื่องวุ่นวาย ผลงานในสนามก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน

          ฤดูกาลแรกใน MLS ของ อินเตอร์ ไมอามี เริ่มได้เพียงสองนัด ก็ต้องเบรกยาวถึงสี่เดือน เพราะผลกระทบจากโควิดระบาด

          ยิ่งไปกว่านั้น อลอนโซ ยังออกสตาร์ทด้วยการนำทีมแพ้ 5 นัดรวด จนต้องมีการปรับกลยุทธ์ใหม่ ดึงผู้เล่นระดับซูเปอร์สตาร์ อย่าง แบลส มาตุยดี และ กอนซาโล อิกวาอิน มาร่วมทีมในฐานะ Designated Player

          รายงานระบุว่า เบ็คแฮม ซึ่งเป็นประธานฝ่ายปฏิบัติการด้านฟุตบอล มีส่วนสำคัญกับทั้งสองดีลนี้ และเจ้าตัวก็ให้สัมภาษณ์ไปในทิศทางนั้น ว่าสนิทสนมกับ มาตุยดี ทั้งในฐานะคนรู้จักและเพื่อนร่วมทีมเก่า

          ปัญหาคือค่าเหนื่อยของสองซูเปอร์สตาร์กลายเป็นภาระที่สโมสรต้องแบกรับไว้ ขณะที่ฟอร์มการเล่น ก็ไม่สามารถแบกผู้เล่นที่เหลือในสนามได้อย่างที่หวัง

          แหล่งข่าวยังบอกว่าทั้งคู่ก็ไม่ได้มีความสุขนักกับการเล่นให้ ไมอามี โดยเฉพาะ อิกวาอีน นั้นแสดงอาการแบบชัดเจนว่าเพื่อนร่วมทีมคนอื่น ๆ มีสถานะที่ด้อยกว่าตน

          หนักไปกว่านั้น คือมีการตรวจสอบพบในภายหลังว่าการเซ็นสัญญากับ มาตุยดี นั้นทำผิดกฎด้านการเงินของ MLS หลายเรื่อง

          ทั้งการระบุตัวเลขรายได้ของ มาตุยดี ต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งเมื่อสอบสวนลึกในรายละเอียด ก็พบว่ามีการทำในลักษณะเดียวกันกับนักเตะอีก 3 ราย

          ขณะเดียวกัน การมาของ มาตุยดี และ อิกวาอีน ยังทำให้ อินเตอร์ ไมอามี มีผู้เล่น Designated Player (DP) ซึ่งรับค่าเหนื่อยนอกฐานเพดานเงินเดือน ถึง 5 คน เกินจากโควตาที่ MLS กำหนดให้มีแค่ทีมละ 3 เท่านั้น

          บทลงโทษคือการสั่งปรับ ฮอร์เก มาส เป็นเงิน 250,000 ดอลลาร์ ในข้อหาปกปิดข้อมูล และแบน แม็คโดนาฟ จากงานบริหารด้านฟุตบอลจนถึงสิ้นปี 2022 ส่งผลให้เจ้าตัวต้องอำลาทีมในที่สุด

          และที่กระทบกับแผนการทำทีมที่สุด คือการสั่งลดเพดานเงินเดือนของทีมลง 2 ล้านดอลลาร์เป็นเวลาสองฤดูกาล 

 

ฝืนเกินตัวจนเป็นผลเสีย

          การดึง มาตุยดี และ อิกวาอีน มาแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า ทำให้คนในองค์กรเริ่มสับสนกับแนวทางผู้บริหาร

          เพราะเดิม แผนของ อินเตอร์ ไมอามี คือการสร้างสโมสรที่จะเป็นแหล่งปั้นผู้เล่นดาวรุ่งเพื่อขายนำเงินเข้าสโมสร

          ผู้จัดการทั่วไปของสโมสรร่วม MLS ซึ่งปฏิเสธจะเปิดเผยชื่อ ให้ความเห็นว่าการเซ็นสัญญากับผู้เล่น DP เป็นเรื่องปกติ

          แต่การมีผู้เล่น DP เกินโควตาของ ไมอามี กลายเป็นการฝืนทำในสิ่งที่เกินตัว และจะย้อนกลับมาส่งผลเสียในระยะยาวแน่นอน

          เพราะเมื่อเพดานเงินเดือนผู้เล่นในปี 2022 และ 2023 หายไปปีละเกินกว่า 10% แปลว่าโค้ชจะต้องมีฝีมือมาก ๆ ในการสร้างทีมจากข้อจำกัด

          ด้าน คริส เฮนเดอร์สัน ซึ่งย้ายจาก ซีแอตเทิล ซาวเดอร์ส มารับตำแหน่งผู้อำนวยการกีฬาแทน แม็คโดนาฟ ก็จะเจอปัญหาสำคัญในการทำงาน

          เพราะจากนี้ ไมอามี จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบในทุกการเจรจา เพราะทุกฝ่ายรู้ว่าสโมสรกำลังมีปัญหาเรื่องเพดานเงินเดือน จนกว่าสัญญาของ มาตุยดี และ อิกวาอีน จะหมดลงตอนปลายปี 2022

 

แผนกอบกู้ของ เบ็คแฮม
ฟิล เนวิลล์ ยังได้รับโอกาสจาก เบ็คแฮม ให้ทำทีมต่อ เพื่อนำ ไมอามี พ้นวิกฤต / ภาพจาก USA Today

          หลังฤดูกาลแรกสิ้นสุดลง อินเตอร์ ไมอามี ก็ถึงคราวล้างไพ่ใหม่

          เบ็คแฮม ตัดสินใจเข้ามามีบทบาทด้านการปฏิบัติงานมากขึ้น ด้วยการดึง ฟิล เนวิลล์ เพื่อนสนิท และอดีตผู้จัดการทีมหญิงของอังกฤษ มารับตำแหน่งเฮดโค้ชแทน อลอนโซ

          ตามด้วยการเซ็นสัญญากับสองผู้เล่นพรีเมียร์ลีก คีแรน กิบบ์ส และ ไรอัน ชอว์ครอส

          แม้ในภาพรวม ผลงานของทีมจะยังไม่กระเตื้องมากนัก แต่ความมุ่งมั่นในการทำงานของ เนวิลล์ ก็ถือว่าชนะใจคนในสโมสรได้ดีกว่า อลอนโซ

          เนวิลล์ ยังพยายามลดบทบาทของผู้เล่น DP ลง ด้วยการจับ มาตุยดี เป็นสำรอง หลังนักเตะฝรั่งเศสเดินทางกลับบ้านคนเดียว โดยไม่รอเพื่อน ระหว่างเกมแพ้ นิวอิงแลนด์ เรฟโวลูชัน คาบ้าน 0-5

          เช่นเดียวกับการมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้ เกรกอเร กองกลางชาวบราซิล ในเกมถัดมา

          หลังจบฤดูกาลปกติ และไม่ได้ผ่านเข้าไปเล่นในเพลย์ออฟ เนวิลล์ ยอมรับว่านี่คือช่วงเวลาที่ทีมจะต้องสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมาให้ได้

          แต่คำถามที่หลายคนในสโมสรสงสัย คือ ณ ตอนนี้ โรดแมปของสโมสรกำลังมุ่งหน้าไปทางไหนกันแน่ ระหว่าง ผลงานในสนาม ขายเสื้อ หรือสร้างแบรนด์ที่คนในท้องถิ่นรู้สึกผูกพันและภูมิใจ

          เพราะแนวทางในการเซ็นสัญญาผู้เล่น ในช่วงเปิดตลาดสองครั้งหลังสุด ก็ยังเน้นนักเตะที่มีประสบการณ์เป็นหลัก ทั้ง โจวิน โจนส์ (30), เคลวิน เลเออร์แดม (31) และ นิค มาร์สแมน (30)

          ขณะที่ เบ็คแฮม แม้จะถือเป็นผู้บริหารที่เข้าถึงได้ง่าย และมักไปปรากฎตัวเพื่อดูเกมอะคาเดมี ทุกเช้าวันอาทิตย์ และคุยกับพ่อแม่ของเด็ก ๆ ตลอดถึงแผนในอนาคต

          แต่ภาพที่ปรากฎ ก็ยังเป็นการพึ่งพาพลังแบรนด์ในตัวของ เบ็คแฮม เป็นหลัก มากกว่าจะสร้างแบรนด์ของ อินเตอร์ ไมอามี ให้ชัดเจนและแข็งแรง เพื่อให้สโมสรแห่งนี้ยืนหยัดอยู่ได้จริง

          แทนที่จะเป็นแค่ส่วนหนึ่งในอาณาจักรแบรนด์ของอดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

-------------------

เรียบเรียงจาก