โควิดสายพันธุ์ใหม่เป็นที่พูดถึงอีกครั้งภายหลังการพบผู้ติดเชื้อสายพันธุ์อัลฟ่าพลัสและเดลต้าพลัส วันนี้เราจึงมาพูดถึงข้อมูลเกี่ยวกับเชื้อกลายพันธุ์ เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจรายละเอียดการกลายพันธุ์ของโควิดได้ดียิ่งขึ้น

          เชื้อกลายพันธุ์เป็นที่พูดถึงและได้รับความสนใจเป็นวงกว้างอีกครั้ง ภายหลังการพบผู้ติดเชื้อเดลต้าพลัสในประเทศ อ้างอิงจากจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงในต่างแดนทำให้หลายคนเริ่มกังวล โดยเฉพาะช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนเปิดเมืองชวนให้กังวลว่าจะเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ระบาดหรือไม่


          การเข้ามาถึงของเดลต้าพลัสย่อมทำให้ผู้คนสงสัยเกี่ยวกับเชื้อกลายพันธุ์ดังกล่าวเป็นเช่นไร มีอันตราแบบไหน ดังนั้นวันนี้เราจึงมาพูดถึงรูปแบบการกลายพันธุ์ที่องค์กรอนามัยโลก(WHO)และนักวิทยาศาสตร์ให้ความสนใจ ว่ามีสายพันธุ์ใดบ้างที่จำเป็นต้องจับตามอง
แม้สถานการณ์ในไทยดูเริ่มซา แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะหายไป

1. สายพันธุ์แลมด้า(C.37)
          เป็นสายพันธุ์ที่ระบาดหนักในประเทศเปรูแถบทวีปอเมริกาใต้ช่วงเดือนธันวาคม 2563 และทำให้เกิดอัตราการเสียชีวิตเกือบ 10% จนกระทรวงสาธารณสุขของมาเลเซียแถลงการณ์ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2564 ว่า สายพันธุ์แลมด้าเป็นอันตรายกว่าสายพันธุ์เดลต้าเสียอีก แต่นักวิชาการพากันออกมาโต้แย้งว่ายังมีข้อมูลน้อยเกินไป

 

          คุณสมบัติที่ทำให้สายพันธุ์แลมด้าถูกระบุว่าเป็นอันตรายคือ อัตราการแพร่ระบาดของเชื้อมีศักยภาพสูง เปลี่ยนผ่านเป็นสายพันธุ์หลักในการแพร่ระบาดในเปรูได้ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน แม้ไม่มีศักยภาพในการหลบภูมิคุ้มกันต่างจากเดิมนัก แต่อัตราการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นมากพอทำให้ทั่วโลกต้องจับตามองเชื้อสายพันธุ์นี้

 

          โชคดีที่ในประเทศไทยยังไม่มีการแพร่ระบาดหรือตรวจพบเชื้อชนิดนี้จึงยังไม่จำเป็นต้องกังวลนัก

2. สายพันธุ์มิว(B.1.621)
          เป็นอีกสายพันธุ์ที่ได้รับการพูดถึงค่อนข้างมาก หลังจากวันที่ 30 สิงหาคม 2564 องค์กรอนามัยโลกได้ยกระดับให้เป็นสายพันธุ์ให้ความสนใจ ด้วยอัตราการระบาดกว่า 43 ประเทศ และกำลังเป็นสายพันธุ์หลักการแพร่ระบาดของโคลอมเบียในปัจจุบัน แม้จะยังมีศักยภาพด้านนี้ห่างไกลจากเดลต้ามากก็ตาม


          ความน่ากลัวของสายพันธุ์มิวคือคุณสมบัติในการหลบภูมิคุ้มกันที่มากกว่าเบต้า ผลการวิจัยระบุว่ามิวมีศักยภาพหนีภูมิคุ้มกันของผู้เคยติดเชื้อได้ถึง 12.4 เท่า และคนฉีดไฟเซอร์ได้ 7.6 เท่า ทำให้เป็นที่จับตามองเป็นพิเศษว่าอาจเป็นสายพันธุ์ที่ทำให้เกิดการระบาดซ้ำในประเทศที่ฉีดวัคซีนครบแล้วเป็นจำนวนมากได้


          ยังคงเป็นโชคดีของไทยที่สายพันธุ์นี้ยังไม่มีการตรวจพบภายในประเทศเช่นกัน

Did you know ? – การกลายพันธุ์ครั้งใหม่ของโควิด กับความหวาดกลัวในสายพันธุ์ใหม่ 3. สายพันธุ์อัลฟ่าพลัส(E484K)
          ถือเป็นสายพันธุ์แยกย่อยของอัลฟ่าที่ระบาดหนักภายในอังกฤษ ถูกตรวจพบครั้งแรกในประเทศอังกฤษวันที่ 17 ธันวาคม 2563 และกำลังเกิดการระบาดเป็นวงกว้างในประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา นับว่าเป็นสายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดใกล้ประเทศไทยมาก เมื่อเทียบกับแลมด้าหรือมิวที่เกิดการระบาดใหญ่ในอีกซีกโลก


          ความน่ากังวลทำให้เป็นที่จับตาของสายพันธุ์นี้คือความรุนแรงของเชื้อมากขึ้นกว่าสายอัลฟ่าเดิม นั่นทำให้มันถูกพูดถึงในฐานะสายพันธุ์ที่น่าจับตามอง แต่อัตราการแพร่ระบาดที่ไม่อาจสูงเทียบเท่าเดลต้า ทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อโดยมากเกิดขึ้นในวงจำกัด และยังน่าจะไม่สามารถขึ้นมาแทนเดลต้าได้ในเร็ววัน


          ปัจจุบันสายพันธุ์อัลฟ่าพลัสถูกตรวจพบว่ามีผู้ติดเชื้อในประเทศไทยแล้วจำนวนกว่า 18 คน

4. สายพันธุ์เดลต้าพลัส
          เชื้อโควิดเดลต้านับเป็นสายพันธุ์ที่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้าง ครองสัดส่วนการระบาดสูงสุดแพร่กระจายไปกว่า 80% จากการติดเชื้อโควิดทั่วโลก ทำให้อัตราการกลายพันธุ์และจำนวนสายพันธุ์แยกย่อยเพิ่มสูงตามไปด้วย โดยสามารถเกิดขึ้นได้เป็นสิบหรือร้อยชนิดแต่ส่วนมากไม่มีอันตราย


          แม้ข้อมูลของเชื้อจะยังไม่มากแต่ที่น่ากังวลคือสายพันธุ์ AY.4.2 กำลังแพร่ระบาดเป็นวงกว้างในอังกฤษ ด้วยจำนวนผู้ติดเชื้อต่อวันร่วม 40,000 คน แม้จะมีอัตราการฉีดวัคซีนเกือบ 70% แล้วก็ตาม อีกทั้งมีการประเมินโดยคร่าวว่าอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้นจากเดลต้าเดิมราว 15% จึงทำให้มีบางประเทศเริ่มตื่นตัวกับเชื้อสายพันธุ์นี้


          ปัจจุบันพบผู้ติดเชื้อเดลต้าพลัสในไทยแล้ว 1 ราย แต่เป็นสายพันธุ์ AY.1 คนละตัวกับที่ระบาดในอังกฤษ


5. สายพันธุ์C.1.2
          เป็นสายพันธุ์ที่เราอาจไม่คุ้นหูนัก ตรวจพบครั้งแรกในประเทศแอฟริกาใต้ช่วงเดือนพฤษภาคมปี 2564 และกำลังเป็นที่จับตามองมากขึ้น ด้วยความโดดเด่นด้านอัตราการกลายพันธุ์ของเชื้อมากกว่าสายพันธุ์อื่นเกือบ 2 เท่า จึงมีนักวิทยาศาสตร์บางส่วนให้ความสนใจ


          กระนั้นทางองค์การอนามัยโลกกลับยืนยันว่าไม่ใช่สายพันธุ์ต้องจับตา ขนาดจะตั้งชื้อตามอักษรกรีกให้แก่สายพันธุ์นี้ เพราะยังไม่มีผลการวิจัยยืนยันว่าการกลายพันธุ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความรุนแรงของอาการ ความเร็วการแพร่ระบาด หรือการหลบภูมิคุ้มกันนักจึงยังไม่ใช่สายพันธุ์ที่น่ากังวลในขณะนี้

Did you know ? – การกลายพันธุ์ครั้งใหม่ของโควิด กับความหวาดกลัวในสายพันธุ์ใหม่

          นอกจากสายพันธุ์ C.1.2 แล้วยังมีอีกหลายสายพันธุ์ที่ถูกตั้งชื่อตามอักษรกรีก ไม่ว่าจะเป็น เอปไซลอน ซีตา ธีตา อีตา ไอโอตา และแคปปา แต่ทั้งหมดล้วนถูกถอดออกจากสายพันธุ์น่าสนใจขององค์กรอนามัยโลก ยืนยันว่าเชื้อกลายพันธุ์เหล่านั้นไม่ได้ร้ายแรงหรือสามารถแพร่ระบาดเป็นวงกว้างเหมือนเชื้อสายพันธุ์ที่เรารู้จักกันดี

 

          อันที่จริงการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสไม่ใช่เรื่องน่ากังวลขนาดนั้น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ให้ข้อมูลว่าการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสเป็นเรื่องตามธรรมชาติ มีการเปลี่ยนแปลงเกิดอยู่ทุกวัน สามารถแตกแขนงออกมาได้เป็นร้อยเป็นพันเช่นเดียวกับโควิด แต่คุณสมบัติที่ทำให้ต้องเฝ้าระวังในการกลายพันธุ์ของไวรัสมีดังนี้

  1. แพร่กระจายเชื้อได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น
  2. หลบภูมิคุ้มกันของร่างกายทั้งตามธรรมชาติและวัคซีนได้ดีขึ้น
  3. สร้างความเสียหายกับร่างกายได้มากขึ้น
  4. ดื้อต่อยาที่ใช้การรักษา

 

          ตามปกติไม่พบการกลายพันธุ์ตามธรรมชาติที่สามารถสร้างคุณสมบัติที่ว่าได้ครบในสายพันธุ์เดียว เพราะโอกาสเกิดขึ้นเป็นไปได้ยากในการพัฒนาทุกด้านพร้อมกัน เพราะในความจริงจุดหมายหลักของเชื้อไวรัสอยู่ที่การแพร่ระบาดเพื่อขยายพันธุ์ แต่หากเชื้อแรงเกินจนฆ่าพาหะตายไปเสียก่อน ย่อมสูญเสียโอกาสและศักยภาพในการแพร่ระบาดตามไปด้วย


          ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องกังวลหรือหวาดกลัวเกี่ยวกับเชื้อสายพันธุ์ใหม่จนเกินไป แต่ก็ยังจำเป็นต้องเว้นระยะห่างทางสังคม หลีกเลี่ยงการไปในพื้นที่คนพลุกพล่านแออัด เข้ารับการฉีดวัคซีน คอยปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันทั้งตัวเราและคนรอบข้าง

Did you know ? – การกลายพันธุ์ครั้งใหม่ของโควิด กับความหวาดกลัวในสายพันธุ์ใหม่ --------------------
ที่มา