เจาะกลุ่มไอ "ฟุตบอลโลก 2026" ตราไก่เต็งหนึ่ง ดวลเซเนกัล-นอร์เวย์
07 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

บทวิเคราะห์พรีวิวฟุตบอลโลก 2026 กลุ่มไอ ทัพตราไก่ ฝรั่งเศส เต็งหนึ่งของทัวร์นาเมนต์ รอชน เซเนกัล แชมป์แอฟริกา และ นอร์เวย์ ที่นำทัพโดย ฮาลันด์
ข่าว
07 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

บทวิเคราะห์พรีวิวฟุตบอลโลก 2026 กลุ่มไอ ทัพตราไก่ ฝรั่งเศส เต็งหนึ่งของทัวร์นาเมนต์ รอชน เซเนกัล แชมป์แอฟริกา และ นอร์เวย์ ที่นำทัพโดย ฮาลันด์
ฟุตบอลโลก 2026 เดินทางมาถึงบทพรีวิวเจาะลึกกลุ่มที่น่าจะสร้างความบันเทิงและตื่นเต้นที่สุดกลุ่มหนึ่งในทัวร์นาเมนต์อย่าง "กลุ่มไอ" โดยกลุ่มนี้เป็นการโคจรมาพบกันของยักษ์ใหญ่หมายเลขหนึ่งของโลก, แชมป์แห่งทวีปแอฟริกา, ม้ามืดสายเลือดใหม่จากยุโรป และทีมแกร่งจากเอเชียที่สิ้นสุดการรอคอยมานานถึง 4 ทศวรรษ ประกอบด้วย ฝรั่งเศส, เซเนกัล, นอร์เวย์ และอิรัก ซึ่งตามหน้าเสื่อแล้ว ทัพตราไก่คือเต็งหามที่จะยึดแชมป์กลุ่ม ทว่าการแย่งชิงตั๋วใบที่สองระหว่างเซเนกัลและนอร์เวย์คือไฮไลต์ที่ห้ามกะพริบตาเด็ดขาด
ทัพ "ตราไก่" ทีมชาติฝรั่งเศส อดีตแชมป์โลก 2 สมัย เดินทางมาร่วมศึกฟุตบอลโลกหนนี้ในฐานะทีมอันดับ 1 ของโลกจากการจัดอันดับของฟีฟ่า และถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งที่จะคว้าถ้วยแชมป์โลกปี 2026 ไปครอง หลังจากในทัวร์นาเมนต์ปี 2022 ที่กาตาร์ พวกเขาเกือบจะสร้างประวัติศาสตร์ป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ ทว่าต้องพ่ายแพ้ให้แก่อาร์เจนตินา ทำให้เป้าหมายเดียวของทัพเลส์ เบลอส์ ในอเมริกาเหนือครั้งนี้คือการก้าวขึ้นสู่บัลลังก์แชมป์ในวันที่ 19 กรกฎาคมเท่านั้น หากต่ำกว่านั้นจะถือเป็นความล้มเหลวทันที โดยสถิติในรอบคัดเลือกชนะ 5 เสมอ 1 ไม่แพ้ใคร ยิงได้ 16 ประตูและเสียเพียง 4 ลูก
ทีมชุดนี้คุมทัพโดย ดิดิเยร์ เดส์ชองส์ กุนซือวัย 57 ปีผู้จารึกสถิติคุมทีมในฟุตบอลโลกมาแล้วถึง 19 นัด และเป็นผู้พาทีมคว้าแชมป์โลกทั้งในฐานะผู้เล่นปี 1998 และผู้จัดการทีมปี 2018 โดยเดส์ชองส์ประกาศแล้วว่าทัวร์นาเมนต์นี้จะเป็นงานชิ้นสุดท้ายของเขากับทีมชาติฝรั่งเศสหลังจากคุมทีมยาวนานมาถึง 14 ปี ขุมกำลังของฝรั่งเศสชุดนี้จัดว่าแน่นและเขี้ยวที่สุดในโลก นำทัพโดยสุดยอดแนวรุก คีลิยัน เอ็มบัปเป้, อุสมาน เดมเบเล่ และ ไมเคิล โอลิเซ่ ซึ่งยากมากที่ใครจะต้านทานไหว
ทัพ "สิงโตแห่งเตรังกา" ทีมชาติเซเนกัล ทีมอันดับ 14 ของโลก และพกดีกรีแชมป์ทวีปแอฟริกา (AFCON) หนล่าสุด ผ่านเข้ามาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกัน และเป็นสมัยที่ 4 ในประวัติศาสตร์ชาติ โดยสถิติผลงานที่ดีที่สุดของพวกเขาคือการทะลุเข้าถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในปี 2002 ที่เกาหลีใต้และญี่ปุ่น ก่อนจะพ่ายให้แก่ตุรกีไปอย่างหวุดหวิด โดยในรอบคัดเลือกหนนี้เซเนกัลโชว์ฟอร์มไร้พ่าย ชนะ 7 เสมอ 3 ยิงได้ 22 ประตู และเสียไปเพียง 3 ลูกเท่านั้น และนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมปี 2025 เป็นต้นมา พวกเขาปราชัยในเกมปกติเพียงแค่ 2 นัดเท่านั้น คือเกมอุ่นเครื่องแพ้บราซิล 0-2 และแพ้สหรัฐฯ 2-3
เซเนกัลอยู่ภายใต้การทำทีมของ ป๊าป เจา เฮดโค้ชคนใหม่ที่ก้าวขึ้นมารับไม้ต่อจาก อาลิยู ซิสเซ่ ในปี 2024 โดยเจาคือหนึ่งในขุนพลชุดประวัติศาสตร์ปี 2002 ขุมกำลังหลักในเกมรุกยังคงดุดันและมีความเร็วสูง นำทัพโดย ซาดิโอ มาเน่, นิโคลัส แจ็คสัน และ อิสไมล่า ซาร์ ส่วนแดนกลางมี ป๊าป เกย์ และ ป๊าป มาตาร์ ซาร์ คอยคุมจังหวะ โดยมี คาลิดู คูลิบาลี และ มามาดู ซาร์ เป็นแกนหลักในเกมรับ ซึ่งเกมนัดเปิดสนามกับฝรั่งเศสจะเป็นเวทีสำคัญที่พวกเขาจะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าทีมจากแอฟริกาสามารถต่อกรกับทีมระดับท็อปของโลกได้
ทัพทีมชาตินอร์เวย์ ทีมอันดับ 31 ของโลก สร้างเซอร์ไพรส์ตีตั๋วกลับคืนสู่ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในรอบ 28 ปี นับตั้งแต่ปี 1998 และเป็นสมัยที่ 4 ของชาติ โดยนอร์เวย์หักปากกาเซียนผ่านเข้ารอบมาด้วยสถิติอันน่าทึ่งในรอบคัดเลือก ชนะ 8 นัดรวด ไม่เสมอ ไม่แพ้ เก็บ 24 คะแนนเต็ม ยิงได้ถึง 37 ประตูและเสียเพียง 5 ลูก มีผลต่างประตูได้เสียบวกถึง 32 ลูก ซึ่งรวมถึงผลงานชิ้นโบแดงด้วยการเอาชนะอิตาลีได้ทั้งเหย้าและเยือน จนทำให้อิตาลีตกรอบฟุตบอลโลก 3 สมัยติดต่อกัน
นอร์เวย์คุมทัพโดย สตาเล่ โซลบัคเค่น อดีตผู้เล่นชุดฟุตบอลโลกปี 1998 โดยมีคีย์แมนสูงสุดคือ เออร์ลิ่ง ฮาลันด์ ดาวยิงที่เฉียบคมที่สุดในโลกยุคปัจจุบันจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ระเบิดฟอร์มซัลโวคนเดียว 16 ประตูในรอบคัดเลือก ทว่านอร์เวย์ไม่ได้มีดีแค่ฮาลันด์ แต่ยังมี อเล็กซานเดอร์ ซอร์ลอธ กองหน้าจากแอตเลติโก มาดริด และ อันโตนิโอ นูซ่า ปีกจากแอร์เบ ไลป์ซิก คอยเติมเกมรุก โดยมี มาร์ติน โอเดการ์ด จอมทัพกัปตันทีมจากอาร์เซนอล และ ซานเดอร์ เบอร์เก้ คอยสร้างสรรค์เกมในแดนกลาง ซึ่งนอร์เวย์ตั้งเป้าเบียดแย่งอันดับ 2 ของกลุ่มเพื่อผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ให้ได้
ทัพ "สิงโตแห่งเมโสโปเตเมีย" ทีมชาติอิรัก ทีมอันดับ 57 ของโลก สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการผ่านเข้ามาเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1986 ซึ่งเป็นการยุติการรอคอยอันยาวนานถึง 40 ปีเต็ม โดยเส้นทางค่อนข้างทรหด ต้องผ่านการแข่งขันถึง 5 รอบในโซนเอเชีย โดยเอาชนะสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ด้วยสกอร์รวม 3-2 ก่อนจะไปทุบโบลิเวีย 3-1 ในศึกเพลย์ออฟระหว่างทวีปเพื่อคว้าตั๋วใบประวัติศาสตร์มาครอง
อิรักอยู่ภายใต้การนำทีมของ เกรแฮม อาร์โนลด์ กุนซือชาวออสเตรเลียที่เข้ามารับงานเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 โดยอาร์โนลด์เคยพาทีมชาติบ้านเกิดลุยฟุตบอลโลกปี 2022 มาแล้ว ขุมกำลังชุดนี้ของอิรักแม้จะไม่มีซูเปอร์สตาร์ชื่อดังแต่เน้นระบบทีมเวิร์กและการเล่นที่รัดกุมรอบด้าน นำทัพโดย อาลี อัล-ฮามาดี กองหน้าจากอิปสวิช ทาวน์ ร่วมด้วย มิดฟิลด์ตัวกลั่นอย่าง อามีร์ อัล-อัมมารี, ซีดาน อิกบาล อดีตเด็กสร้างแมนฯ ยูไนเต็ด และ อาลี จาซิม นอกจากนี้ยังได้ อาห์เหม็ด กาเซ็ม มิดฟิลด์จากแนชวิลล์ เอสซี ที่ตัดสินใจเปลี่ยนสัญชาติจากสวีเดนมาเล่นให้แก่อิรักก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่มขึ้น โดยอิรักหวังที่จะเก็บคะแนนแรกประวัติศาสตร์ในฟุตบอลโลกครั้งนี้ให้ได้
นัดแรก (แข่งขันเช้าตรู่วันพุธที่ 17 มิถุนายน)
นัดที่สอง (แข่งขันเช้าตรู่วันอังคารที่ 23 มิถุนายน)
นัดที่สาม (แข่งขันเช้าตรู่วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน) ลงสนามพร้อมกัน
ข่าวล่าสุด