ชัยชนะเหนือ แอตเลติโก มาดริด ด้วยสกอร์รวม 2-1 ไม่เพียงแต่เป็นการยุติการรอคอยรอบชิงชนะเลิศ UEFA Champions League (UCL) มายาวนานถึง 2 ทศวรรษ แต่ยังแสดงให้เห็นถึง "ความแข็งแกร่งทางจิตวิทยา" และ "วินัยเกมรับ" ที่ยอดเยี่ยมของอาร์เซน่อลภายใต้การคุมทีมของ มิเกล อาร์เตต้า ส่งสัญญาณชัดเจนว่าสโมสรแห่งนี้พร้อมแล้วสำหรับการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจฟุตบอลยุโรปยุคใหม่ โดยมีนัดชิงชนะเลิศที่บูดาเปสต์ในวันที่ 30 พฤษภาคมนี้เป็นหมุดหมายสำคัญ
การจัดทัพและจุดเปลี่ยนเกม
ในเกมนัดหยุดโลกนี้ มิเกล อาร์เตต้า ตัดสินใจเซอร์ไพรส์ด้วยการส่ง ไมล์ส ลูอิส-สเคลลี่ ดาวรุ่งวัย 19 ปีลงคุมแดนกลาง ซึ่งเจ้าตัวโชว์ฟอร์มได้อย่างนิ่งเกินวัย ขณะที่แนวรุกได้รับข่าวดีเมื่อ บูกาโย่ ซาก้า สลัดอาการบาดเจ็บลงสนามเป็นตัวจริงและกลายเป็นผู้ทำประตูตัดสินเกมในนาทีที่ 45 จากจังหวะตามซ้ำลูกยิงของ เลอันโดร ทรอสซาร์
ด้าน แอตเลติโก มาดริด ของ ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ พยายามสู้สุดตัวและมีโอกาสทองจาก จูเลียโน่ ซิเมโอเน่ ที่หลุดเดี่ยวไปลุ้นทำประตูในช่วงต้นครึ่งหลัง แต่ความแข็งแกร่งของ กาเบรียล มากัลเญส ที่เข้าสกัดได้ทันท่วงทีกลายเป็นจังหวะ "Magic Moment" ที่ช่วยเซฟชีวิตอาร์เซน่อลไว้ได้ ก่อนที่ "ตราหมี" จะต้องเผชิญกับดราม่า VAR ที่ไม่ให้จุดโทษในจังหวะของ อองตวน กรีซมันน์ ทำให้ความฝันยุโรปของพวกเขาต้องสิ้นสุดลง