เรอัล มาดริด ซึ่งเพิ่งเดินทางจากฟลอริดาหลังการฝึกซ้อม ดูเหมือนจะยังไม่ฟื้นตัวจากอาการอ่อนล้า พวกเขาไม่สามารถทำผลงานได้ดีไปกว่า อินเตอร์ มิลาน ที่เคยถูกเปแอสเชถล่มไป 5-0 ในนัดชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก โดยในครึ่งแรก เปแอสเชครองบอลได้ถึง 76.5% บ่งบอกถึงความเหนือกว่าอย่างชัดเจน
เบื้องหลังชัยชนะ และสถานการณ์ของทั้งสองทีม
เกมนี้มีแฟนบอลเข้าชมถึง 77,542 คน ที่เม็ตไลฟ์ สเตเดียม ซึ่งอยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนระอุถึง 91 องศาฟาเรนไฮต์ (33 องศาเซลเซียส) และมีความชื้นสูงทำให้รู้สึกเหมือน 101 องศาฟาเรนไฮต์ (38 องศาเซลเซียส) ถึงแม้แฟนบอลเรอัล มาดริดจะมากันถึง 95% ของจำนวนผู้ชม แต่เสียงเชียร์ของแฟนเปแอสเชกลับดังกระหึ่มแทบจะตลอดทั้งเกม
ทางฝั่งเรอัล มาดริด คีเลียน เอ็มบัปเป้ ที่ลงเล่นเป็นครั้งแรกในรอบรองชนะเลิศกับอดีตต้นสังกัด ไม่สามารถสร้างภัยคุกคามได้เลย นอกจากนี้ แผงหลังของ "ราชันชุดขาว" ยังขาด ดีน เฮาจ์เซน ที่ติดโทษแบนจากใบแดงในเกมกับโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่มีอาการบาดเจ็บกล้ามเนื้อขาขวา
ในนาทีที่ 64 ลูก้า โมดริช ได้ลงสนาม ซึ่งอาจเป็นเกมสุดท้ายของเขากับเรอัล มาดริด สโมสรที่เขาค้าแข้งมาตั้งแต่ปี 2012 ขณะเดียวกัน เอแดร์ มิลิเตา ก็ได้ลงสนามในเวลาเดียวกัน เป็นเกมแรกของเขาหลังหายจากอาการบาดเจ็บ ACL
ชัยชนะ 4-0 เหนือเรอัล มาดริดนี้ ตอกย้ำว่าเปแอสเชอาจเป็นทีมฟุตบอลที่ครองความยิ่งใหญ่ในช่วงกลางทศวรรษ 2020 ได้อย่างแท้จริง หลังจากที่เคยถล่มอินเตอร์ มิลาน 5-0 ในนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีก