วิเคราะห์กลุ่มซี "ฟุตบอลโลก 2026"บราซิลเต็งแชมป์ชนโมร็อกโก
03 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

เจาะลึกบทวิเคราะห์ฟุตบอลโลก 2026 กลุ่มซี ทัพแซมบ้า บราซิล แบกความกดดันชน โมร็อกโก จอมล้มยักษ์ ขณะที่สกอตแลนด์และเฮติพร้อมสร้างเซอร์ไพรส์
ข่าว
03 มิ.ย. 2569 | apirak_pra

เจาะลึกบทวิเคราะห์ฟุตบอลโลก 2026 กลุ่มซี ทัพแซมบ้า บราซิล แบกความกดดันชน โมร็อกโก จอมล้มยักษ์ ขณะที่สกอตแลนด์และเฮติพร้อมสร้างเซอร์ไพรส์
ฟุตบอลโลก 2026 วิเคราะห์เจาะลึกสถานการณ์พรีวิวของ "กลุ่มซี" ซึ่งประกอบไปด้วย บราซิล (แชมป์โลก 5 สมัย), โมร็อกโก (อันดับ 4 ฟุตบอลโลก 2022), สกอตแลนด์ และ เฮติ โดยนักวิเคราะห์ชี้ชัดว่า กลุ่มนี้เป็นการโคจรมาพบกันของสี่ทีมที่มีอัตลักษณ์และสไตล์การเล่นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง นำโดยบราซิลที่มีเกมรุกอันตรายระดับโลก ท้าชนกับโมร็อกโกที่มีเกมรับเหนียวแน่นแข็งแกร่งที่สุดทีมหนึ่งในปัจจุบัน
ทัพ "เซเลเซา" ทีมชาติบราซิล ปัจจุบันรั้งอันดับ 6 ของโลก เดินทางมาลุยศึกฟุตบอลโลกหนนี้ด้วยความกดดันอันมหาศาลจากแฟนบอลในประเทศ หลังจากต้องเผชิญกับมรสุมฟอร์มการเล่นในรอบคัดเลือกที่ย่ำแย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร (จบอันดับ 5 และพ่ายแพ้ให้กับอาร์เจนตินา, โบลิเวีย, โคลอมเบีย, ปารากวัย และอุรุกวัย) ก่อนที่จะได้ตัว คาร์โล อันเชล็อตติ ยอดกุนซือระดับตำนานเข้ามาคุมทัพทีมชาติเป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว และสามารถกู้สถานการณ์พาทีมคว้าตั๋วเข้ารอบได้สำเร็จ
ทว่า วงการฟุตบอลบราซิลต้องเจอกับข่าวร้ายเมื่อสองปีกริมเส้นตัวเก่งอย่าง โรดรีโก และ เอสเตเวา ได้รับบาดเจ็บจนหลุดโผทีมชุดนี้ ทำให้อันเชล็อตติต้องตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการเรียกตัว เนย์มาร์ ซูเปอร์สตาร์วัยเก๋า กลับมาติดทีมชาติเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2023 โดยคาดว่าจะถูกส่งลงสนามในตำแหน่งกองหน้าตัวเป้า ท่ามกลางเครื่องหมายคำถามเรื่องสภาพความฟิต แต่อย่างไรก็ตาม บราซิลยังคงมีขุมกำลังเกมรุกที่น่ากลัว นำโดย วินิซิอุส จูเนียร์, ราฟินญ่า และดาวรุ่งวัย 19 ปีอย่าง เอ็นดริก ซึ่งเกมนัดเปิดสนามที่จะพบกับโมร็อกโกจะเป็นด่านสำคัญในการพิสูจน์ศักยภาพของทีม
ทัพ "สิงโตแห่งแอตลาส" ทีมชาติโมร็อกโก ปัจจุบันรั้งอันดับ 8 ของโลก ถือเป็นหนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งที่สุดจากทวีปแอฟริกา โดยพวกเขาพกพาความมั่นใจและระบบทีมเวิร์กที่เหนียวแน่นมาจากความสำเร็จในฟุตบอลโลกปี 2022 ทว่าการเดินทางมาลุยศึกปี 2026 นี้เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญเมื่อ วาลิด เร็กรากี กุนซือคนเก่งได้ประกาศอำลาตำแหน่งไปอย่างกะทันหันเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้สมาคมฟุตบอลตัดสินใจดัน โมฮาเหม็ด อูอาบี ขึ้นมาทำหน้าที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชุดใหญ่แทน
แกนหลักของโมร็อกโกยังคงเพียบพร้อมไปด้วยดาวเตะระดับโลก นำโดย อาชราฟ ฮาคิมี่ ฟูลแบ็กจอมบุก และระบบเกมรับอันเป็นเอกลักษณ์ที่เน้นความรัดกุมและระเบียบวินัยทางแทกติกที่ยอดเยี่ยม ซึ่งนักวิเคราะห์ประเมินว่า หากโมร็อกโกสามารถแชร์แต้มจากบราซิลในนัดแรกได้ โอกาสในการเก็บชัยชนะเหนือสกอตแลนด์และเฮติในอีกสองนัดที่เหลือเพื่อตีตั๋วเข้ารอบในฐานะอันดับสองของกลุ่มก็อยู่แค่เอื้อม
ทัพ "ตาร์ตัน" ทีมชาติสกอตแลนด์ ภายใต้การคุมทีมของ สตีฟ คลาร์ก สามารถสร้างประวัติศาสตร์ตีตั๋วกลับมาลุยศึกฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายได้เป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 3 ทศวรรษ (นับตั้งแต่ปี 1998) โดยจุดเด่นของสก็อตแลนด์ชุดนี้คือความสามัคคี วินัยในเกมรับ และหัวใจนักสู้ของนักเตะทุกคน รวมถึงฐานแฟนบอลที่พร้อมจะแปรเปลี่ยนทุกสนามแข่งขันให้กลายเป็นบ้านของตัวเอง
แทกติกของคลาร์กจะนำทัพโดย แอนดี้ โรเบิร์ตสัน แบ็กซ้ายกัปตันทีม และ สก็อตต์ แม็คเคนนา กองหลังตัวแกร่ง โดยมีตัวเลือกในแดนหน้าอย่าง เช อดัมส์, ลินดอน ไดค์ส และ ลอว์เรนซ์ แชงค์แลนด์ แม้ว่าจุดอ่อนสำคัญของสกอตแลนด์จะไม่ใช่ทีมที่ทำประตูได้ถล่มทลาย และต้องเจองานยากในการเจาะเกมรับโมร็อกโกในนัดที่สอง แต่หากพวกเขาสามารถเก็บผลเสมอและไปลุ้นแบ่งแต้มจากบราซิลในนัดสุดท้ายที่มีโอกาสส่งตัวสำรองลงสนาม สกอตแลนด์ก็มีลุ้นที่จะสร้างประวัติศาสตร์ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกเช่นกัน
ทัพ ทีมชาติเฮติ ถือเป็นทีมรองบ่อนที่สุดในกลุ่มซีและเป็นหนึ่งในทีมที่มีอัตราต่อรองต่ำที่สุดในทัวร์นาเมนต์นี้ โดยพวกเขาสร้างปาฏิหาริย์หักปากกาเซียนคว้าตั๋วเข้ามาเล่นฟุตบอลโลกหนนี้ได้อย่างเหนือความคาดหมาย ซึ่งนักเตะในทีมชุดนี้เป็นการผสมผสานระหว่างผู้เล่นในลีกท้องถิ่นและนักเตะที่ค้าแข้งอยู่ในยุโรปและอเมริกาเหนือ
หัวใจสำคัญของทีมชาติเฮติอยู่ที่ ดุคเคนส์ นาซอน กองหน้าดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของประเทศที่มีจุดเด่นเรื่องความแข็งแกร่งทางร่างกาย ประสานงานร่วมกับ รูเบน โพรวิเดนซ์ มิดฟิลด์ตัวรุกวัย 24 ปีที่มีความเร็วและเทคนิคเฉพาะตัวคอยทำเกมทางกราบขวา โดยมี จอนนี่ พลาซิด นายทวารจอมเก๋าวัย 38 ปีทำหน้าที่เฝ้าเสา ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าแม้จะเป็นงานที่ยากลำบาก แต่เฮติจะลงสนามด้วยความกระหายและพร้อมที่จะสร้างปัญหาให้แก่ทีมใหญ่หากคู่แข่งเกิดประมาท
นัดแรก (แข่งขันเช้ามืดวันศุกร์ที่ 14 มิถุนายน)
นัดที่สอง (แข่งขันเช้ามืดวันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน)
นัดที่สาม (แข่งขันเช้ามืดวันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน) ลงสนามพร้อมกัน
ข่าวล่าสุด