เหตุการณ์ที่ 4
กองเชียร์ทั้งสองสโมสรก่อการทะเลาะวิวาทกันปรากฎคลิปบันทึกเหตุการณ์โดยทั้งสองฝ่ายพยายามจะเข้าทำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน ตอบโต้กันไปมา จึงเป็นกรณีกองเชียร์ก่อการทะเลาะวิวาทซึ่งกันและกัน ไม่ใช่เป็นการทำร้ายร่างกายกันเพียงฝ่ายเดียว คณะกรรมการพิจารณาวินัย มารยาท จึงมีมติเอกฉันท์ ลงโทษกองเชียร์ทั้งสองสโมสร มีความผิดตามระเบียบว่าด้วยการลงโทษฯ บทที่ 3 หมวดที่ 2 ข้อ 4.10 วรรคสาม ปรับเงินสโมสรละ 50,000 บาท
เหตุการณ์ที่ 5
จากการประสานข้อมูลร่วมกัน ระหว่างทีมรักษาความปลอดภัย กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เกิดเหตุ และแถลงการณ์ตำรวจภูธรภาค 1 ที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ จนได้ข้อยุติว่า ผู้ก่อเหตุจุดพลุแฟร์จนทำให้เกิดความเสียหายกับรถกระบะประชาชนที่จอดอยู่บริเวณพื้นที่ด้านหลังอัฒจันทร์โซน N คือ กองเชียร์สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ที่มาให้กำลังใจสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ตามบทนิยามของกองเชียร์ที่ระบุไว้ในระเบียบว่าด้วยการลงโทษฯ โดยการจุดพลุของกองเชียร์คนดังกล่าวเป็นการกระทำการให้เกิดเพลิงไหม้ โดยประมาท และเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย หรือ การกระทำโดยประมาทนั้นอาจจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตหากมีคนอยู่บนรถที่เกิดเหตุ มีความผิดตามกฎหมายอาญา และการแข่งขันในนัดดังกล่าวเป็นรอบชิงชนะเลิศเป็นนัดที่สำคัญ ประชาชนทั่วไปให้ความสนใจ มีความผิดตามระเบียบว่าด้วยการลงโทษฯ บทที่ 3 หมวดที่ 2 ข้อ 4.3 วรรคสอง จะถูกปรับเงินตั้งแต่ 60,000 บาท ถึง 120,000 บาท
แต่เนื่องจากสโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด มีการบรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้นและเยียวยาชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้เสียหายแล้ว คณะกรรมการพิจารณาวินัย มารยาท จึงมีมติเอกฉันท์ ลงโทษกองเชียร์สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด มีความผิดตามระเบียบว่าด้วยการลงโทษฯ บทที่ 3 หมวดที่ 2 ข้อ 4.3 วรรคสอง ปรับเงิน 80,000 บาท และเนื่องจากกองเชียร์สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด เคยถูกลงโทษตามระเบียบว่าด้วยการลงโทษฯ บทที่ 3 หมวดที่ 2 ข้อ 4.3 ไปแล้วจากการกระทำผิดเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2567 เป็นการกระทำความผิดซ้ำในข้อเดียวกัน ภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันกระทำความผิดครั้งหลังสุด จึงพิจารณาเพิ่มโทษกองเชียร์สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด ปรับเงินเพิ่มอีก 30,000 บาท
สรุปทั้งสองทีมโดนลงโทษปรับเงินรวมทั้งสิ้น 390,000 บาท แบ่งเป็น บีจี ปทุม ยูไนเต็ด 220,000 บาท และ เมืองทอง ยูไนเต็ด 170,000 บาท