อย่างไรก็ตามดูเหมือน มาเรสก้า จะยังไม่มีประสบการณ์มากพอกับเกมระดับสูง โดยคุมทัพ ปาร์ม่า คว้าชัยได้แค่ 4 จาก 14 เกมเท่านั้น (เสมอ 5 แพ้ 5 ) ส่งผลให้ถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างรวดเร็ว โชคดีที่หลังจากนั้นไม่นาน อดีตเจ้านายเก่าอย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็กลับมาชวนไปร่วมงานกันอีกครั้งในตำแหน่งผู้ช่วยกุนซือ และ มาเรสก้า ก็เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ "เรือใบสีฟ้า" กวาดทริปเปิ้ลแชมป์เมื่อฤดูกาลก่อน
และด้วยผลงานนี้เองที่ทำให้ "จิ้งจอกสยาม" เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เพิ่งตกชั้นลงไปเล่นในลีก แชมเปี้ยนชิพ ตัดสินใจให้โอกาส มาเรสก้า ในการขึ้นมาเป็นกุนซือใหญ่อีกครั้ง
ทันที่เข้ารับงาน เอ็นโซ่ มาเรสก้า ทำงานหนักตั้งแต่วันแรก เริ่มจากการเรียกทีมงานทั้งหมดมาเตรียมงานสำหรับการสู้ศึกฤดูกาลใหม่อย่างเข้มข้นเป็นเวลา 1 สัปดาห์เต็มชนิดที่ไม่ได้กลับบ้านและต้องนอนโรงแรมใกล้ๆศูนย์ฝึกของสโมสร ทั้งหมดช่วยกันวิเคราะห์อย่างหนักหน่วง คิดโปรแกรมการฝึกซ้อมเพื่อปรับเปลี่ยนให้ เลสเตอร์ หันไปเล่นในสไตล์เน้นการครองบอลและผ่านบอลเหมือนกับ แมนฯซิตี้ ซึ่งเป็นปรัชญาการทำทีมที่ มาเรสก้า ชื่นชอบ พร้อมติดตั้งโปรแกรมซ้อมหนักให้ทีม 2 เซสชั่นในแต่ละวัน ลดโปรแกรมทัวร์ปรีซีซั่นต่างแดนลง เพื่อติดตั้งแท็กติกใหม่สู่ทีมโดยเร็วที่สุด และรวมถึงการพยายามเกลี้ยกล่อมนักเตะบางรายให้อยู่ช่วยทีมต่อไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น วิลเฟรด เอ็นดิดี้ , ยานนิค เวสเตอร์การ์ด และ เวาต์ ฟาสต์
และเหล่านักเตะก็ชื่นชอบกับแท็กติกของกุนซือใหม่เป็นอย่างมาก
“ผู้จัดการทีมคนนี้น่าทึ่งมากกับความรู้ด้านแท็กติก เขาทำให้เกมง่ายขึ้นมาก” แฮร์รี่ วิงส์ กล่าว
เลสเตอร์ ออกสตาร์ทฤดูกาล 2023/24 ในลีกแชมเปี้ยนชิพได้อย่างยอดเยี่ยม ชนะถึง 13 เกมจาก 14 เกมแรกในลีก ซึ่งแม้ช่วงท้ายซีซั่นจะเสียสมาธิไปบ้างจากการที่สโมสรโดนเล่นงานกรณีทำผิดกฎการเงิน แต่ มาเรสก้า ยังยึดมั่นกับสไตล์ของทีมและยังเชื่อใจลูกทีมของตัวเอง ถึงกับขู่ว่าจะลาออกหากมีใครมาตั้งคำถามเกี่ยวกับสไตล์การเล่นในทีมของเขา
“ผมมาที่สโมสรแห่งนี้เพื่อเล่นกับไอเดียนี้ หากใครในทีมมีข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวคิดนี้ วันรุ่งขึ้นผมจะลาออกทันที"
และสุดท้าย "จิ้งจอกสยาม" ก็คืนสู่ฟอร์มเก่ง ก่อนเดินหน้าคว้าแชมป์พร้อมเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดได้อีกครั้งตามเป้าหมาย ซึ่งด้วยผลงานแบบนี้นี่เองที่ไปเข้าตาบอร์ดบริหาร เชลซี จนเดินหน้าคว้าตัวไปเป็นกุนซือใหม่ในที่สุด
แน่นอนว่าสไตล์การทำทีมแบบ โมเดิร์น ฟุตบอล ของ มาเรสก้า ทั้งการเพรสซิ่งสูง เน้นครองบอล การบิลด์อัพเกมจากแดนหลัง รวมถึงการทำงานกับกลุ่มนักเตะที่อายุยังน้อยได้ดี จะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เขาได้งานกับ เชลซี
แต่ต้องไม่ลืมว่านับตั้งแต่ "สิงห์บลูส์" มีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของทีม พวกเขาเปลี่ยนกุนซือแทบทุกปี ไล่มาตั้งแต่ โธมัส ทูเคิ่ล, เกรแฮม พ็อตเตอร์, บรูโน่ ซัลตอร์ (รักษาการ), แฟรงค์ แลมพาร์ด (รักษาการ) รวมถึงกุนซือคนล่าสุดอย่าง เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ด้วย
จึงน่าติดตามว่า มาเรสก้า จะอยู่รอดปลอดภัยในถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ ได้หรือไม่