กฎเปลี่ยน ชีวิตเปลี่ยน
ต่อมา เมื่อสเปนเผชิญภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ในปี 2010 วิธีที่จะดึงเงินเข้าคลังของประเทศได้ง่ายที่สุดคือการเพิ่มภาษีจากผู้มีรายได้สูง ดังนั้น กฎเบ็คแฮม จึงถูกยกเลิก ทำให้บรรดานักเตะที่มีรายได้สูงทั้งหลายต่างก็โดนภาษีเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว แต่จะไปแก้ไขอะไรก็ไม่ได้เนื่องจากเซ็นสัญญาระยะยาวกับสโมสรต้นสังกัดไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาเหล่านั้นจึงหันมาใช้วิธี "จัดการภาษี" ด้วยการใช้บริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลนอกประเทศสเปนมาจัดการรายได้ส่วนอื่นๆที่ไม่เกี่ยวกับค่าจ้างโดยตรง เช่น ลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ สปอนเซอร์ สินค้า-ผลิตภัณฑ์ต่างๆ เป็นต้น ส่งผลให้รายได้บางส่วนจากที่เคยเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นบนแผ่นดินสเปน ก็ถูกปกปิดจนกลายเป็นรายได้ของบริษัทในต่างชาติ และจะถูกคิดภาษีในอัตราของชาตินั้นๆไปแทน
นั่นจึงทำให้หน่วยงานด้านภาษีของสเปนจึงพยายามไล่บี้อย่างหนักกับนักเตะและกุนซือทุกราย เพื่อดึงผลประโยชน์กลับสู่สเปนให้ได้ จนนำมาสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีกับเหล่านักเตะและกุนซือมากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น
- ลิโอเนล เมสซี่ อดีตกองหน้า บาร์เซโลนา ถูกศาลสเปนแจ้งข้อหาเลี่ยงภาษีมูลค่า 4.1 ล้านยูโร ระหว่างปี 2007- 2009
- ชาบี อลอนโซ่ อดีตกองกลาง เรอัลมาดริด ถูกศาลสเปนตั้งข้อหาเลี่ยงภาษีในระหว่างปี 2010-2012
- ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ อดีตกองหลัง บาร์เซโลนา ถูกศาลสเปนตั้งข้อหาเลี่ยงภาษีมูลค่า 1.1 ล้านปอนด์ ในระหว่างปี 2011 และ 2012
- โชเซ่ มูรินโญ่ อดีตกุนซือ เรอัล มาดริด ถูกศาลสเปนตั้งข้อหาเลี่ยงภาษีด้วยการปกปิดรายได้จากลิขสิทธิ์ภาพลักษณ์ในปี 2011 และ 2012 มูลค่ารวม 3.3 ล้านยูโร
- มาร์เซโล่ อดีตแบ็กซ้าย เรอัล มาดริด ถูกศาลสเปนแจ้งข้อหาเลี่ยงภาษีมูลค่า 490,000 ยูโร เมื่อปี 2013
- ลูก้า โมดริช มิดฟิลด์ เรอัล มาดริด ถูกแจ้งข้อหาเลี่ยงภาษีมูลค่ากว่า 870,000 ยูโร ในปี 2013 - 2014
- อเล็กซิส ซานเชซ อดีตแนวรุก บาร์เซโลนา ถูกศาลสเปนแจ้งข้อหาเลี่ยงภาษีมูลค่า 983,443 ยูโร ในระหว่างปี 2012-2013
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาจะยังไม่มีคนดังรายไหนโดนโทษจำคุกจริงๆ โดยส่วนใหญ่ยินยอมที่จะจ่ายค่าปรับก่อนที่จะถูกลงโทษเพื่อจบปัญหาโดยเร็วที่สุด นอกจากนี้กฎหมายของสเปนยังมีการระบุว่า ผู้ที่ทำผิดเป็นครั้งแรกและได้รับโทษจำคุกต่ำกว่า 2 ปี ไม่ต้องเข้าไปชดใช้ความผิดในห้องขัง ให้เปลี่ยนเป็นการรอลงอาญาแทน