เนชั่นทีวี

ข่าว

64 ปี "มูลนิธิเอสซีจี" มอบกว่า 1 แสนทุน 1,200 ล้าน สร้างอนาคตเด็กไทย ปั้นคนตรงโจทย์งาน

01 ก.ค. 2569 | thamsathit_pol

64 ปี "มูลนิธิเอสซีจี" มอบกว่า 1 แสนทุน  1,200 ล้าน สร้างอนาคตเด็กไทย ปั้นคนตรงโจทย์งาน

"มูลนิธิเอสซีจี" เดินหน้ามอบทุน นักเรียนและนักศึกษ พร้อมจัดเวิร์กชอปเสริมทักษะชีวิต (Soft Skills) ภายใต้แนวคิด "Learn to Earn" เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนก้าวสู่ตลาดงานจริงอย่างมั่นคง

ถือเป็นเส้นทาง 6 ทศวรรษแห่งการสร้างคนที่ไม่ธรรมดา สำหรับมูลนิธิเอสซีจี (SCG Foundation) จากความตั้งใจทำประโยชน์เพื่อสังคม และเงินทุนก้อนแรก จากบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด และบริษัทคู่ค้าเดนมาร์ก ที่มอบไว้ให้เพื่อสร้างประโยชน์แก่สังคมไทย มาสู่อุดมการณ์ลึกซึ้งทรงพลัง นั่นคือการเชื่อมั่นใน “คุณค่าของคน” ซึ่งนำทางให้มูลนิธิเอสซีจี มุ่งมั่นมอบโอกาสทางการศึกษา เพื่อปั้นเยาวชนให้เติบโตเป็นทั้งคนเก่งที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ และเป็นคนดีที่มีคุณธรรมคู่สังคม

จากการให้ทุนการศึกษา มูลนิธิฯ ได้พบความจริงที่น่ากังวลท่ามกลางบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะยุคหลังโควิด-19 ว่าเยาวชนจำนวนไม่น้อยเรียนจบมาแล้วกลับตกงาน ภาวะนี้ทำให้มูลนิธิฯ ตั้งต้นทบทวนและสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญ ด้วยแนวคิด "Learn to Earn" เรียนรู้เพื่ออยู่รอด เน้นการเรียนรู้เพื่อมีงานทำ พัฒนาทั้งทักษะวิชาชีพ (Hard skills) และทักษะชีวิต (Soft skills) โดยมุ่งเน้นว่าสิ่งที่เด็กเรียนจะต้องตอบโจทย์ความต้องการของตลาดงานและประเทศ

ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา มูลนิธิเอสซีจี ได้ริเริ่ม "ทุนระยะสั้น" ที่ได้มอบโอกาสไปแล้วกว่า 884 ทุน ใช้งบประมาณกว่า 29 ล้านบาท สถิติที่น่าสนใจคือ ผู้รับทุนในกลุ่มนี้ "มีงานทำ 100%" ทันทีที่เรียนจบ เพราะมีการจับมือกับพันธมิตร เช่น โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรัฐในจังหวัดขอนแก่น และสาธารณสุขจังหวัดสระบุรี ในการรองรับการจ้างงาน ตอบโจทย์ปัญหาระดับชาติในยุคสังคมสูงวัยได้อย่างเฉียบขาดและตรงจุด

สำหรับทุนระยะยาวที่ดูแลตั้งแต่ชั้น ป. 1 จนจบระดับอุดมศึกษา มูลนิธิฯ ได้สนับสนุนทุนระยะยาวไปแล้วรวม 17,317 ทุน ใช้งบประมาณเกือบ 1,200 ล้านบาท จำนวนรวมเยาวชนที่ได้รับโอกาสทั้งหมดจากมูลนิธิเอสซีจี มีประมาณ 60,000 - 70,000 คน ในจำนวนนี้รวมทุนสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ที่มูลนิธิฯ มอบทุนให้บุตรนักข่าวฯมาตั้งแต่ปี 2551 ที่ผ่านมามอบทุนไปแล้วรวม 184 คน ซึ่งปัจจุบันมีนักเรียนที่กำลังรับทุนอยู่ในระบบจำนวน 82 คน

ชุติพันธ์ เสริมสวัสดิ์ศรี กรรมการและผู้จัดการ มูลนิธิเอสซีจี

Learn to Earn - มีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ

ชุติพันธ์ เสริมสวัสดิ์ศรี กรรมการและผู้จัดการ มูลนิธิเอสซีจี กล่าวว่า มูลนิธิเอสซีจี ก่อตั้งมาแล้ว 64 ปี เพื่อนำไปทำประโยชน์แก่สังคม เป้าหมายและอุดมการณ์หลักที่มูลนิธิฯ ยึดถือมาโดยตลอดคือการเชื่อมั่นในคุณค่าของคน และคนนั่นเองที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ

เพื่อมุ่งเน้นให้โอกาสทางการศึกษา ในอดีตมูลนิธิฯ จะให้ทุนระยะยาวแบบให้เปล่า ไม่มีภาระผูกพัน โดยดูแลตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนจบปริญญาตรี แต่เมื่อบริบทของสังคมเปลี่ยนไป โดยเฉพาะยุคหลังโควิดที่พบปัญหาว่าเด็กจบมาแล้วตกงาน หรือทักษะไม่เป็นที่ต้องการของตลาด มูลนิธิฯจึงเพิ่มแนวคิดมาเป็นการให้ทุนแบบ "Learn to Earn" หรือเรียนรู้เพื่ออยู่รอด โดยเน้นว่าเด็กเรียนอะไรไปแล้วต้องตอบโจทย์สังคมและมีงานทำรองรับ และสิ่งสำคัญนอกเหนือจาก ทักษะอาชีพ (Hard Skills) แล้ว ยังต้องให้มี ทักษะชีวิต (Soft Skills) เพื่อให้เด็กและเยาวชนสามารถปรับตัว อยู่รอด และเติบโตได้อย่างยั่งยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

มูลนิธิเอสซีจี ได้เริ่มให้ทุนระยะสั้นตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งเป็นหลักสูตรที่เรียนจบภายในเวลาไม่เกิน 1 ปี และมีงานรองรับ 100% ตัวอย่างเช่น ทุนผู้ช่วยพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราช, ทุนนักบริบาลชุมชนร่วมกับโรงพยาบาลในจังหวัดขอนแก่น เพื่อสร้างอาชีพให้คนในชุมชนสามารถดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ได้, รวมถึงโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ ที่มีทั้งทุนผู้ช่วยแพทย์แผนไทย และทุนฝึกอบรมขับรถโฟล์คลิฟต์สำหรับผู้ต้องขังที่ใกล้พ้นโทษเพื่อให้ออกมาแล้วมีวิชาชีพติดตัว ซึ่งเป็นโมเดลการสร้างงาน สร้างรายได้ และลดภาระของแพทย์พยาบาล โดยพิสูจน์ให้เห็นว่าทักษะวิชาชีพติดตัวสามารถสร้างการอยู่รอดได้จริง โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปนั่งเรียนในระบบมหาวิทยาลัยเพียงอย่างเดียว

“มูลนิธิฯ ไม่ได้คัดเลือกเฉพาะเด็กที่เรียนเก่งที่สุดหรือยากจนที่สุด แต่ดูความตั้งใจจริงและความขาดแคลนเป็นหลัก โดยตั้งเกณฑ์ผลการเรียนพื้นฐานไว้ที่ 2.5 แต่หากเด็กมีปัญหาทางพัฒนาการจนผลการเรียนไม่ถึงเกณฑ์ มูลนิธิฯ ก็จะเข้าไปพูดคุยเพื่อหาทางดูแล ไม่ให้เด็กต้องเสียโอกาส ในอดีต มูลนิธิฯ ลงพื้นที่ตามโรงเรียนแต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาพูดคุยกับสถาบันการศึกษา รวมไปถึงเอกชน ผู้ประกอบการ ที่กำลังมองหาแรงงานที่มีทักษะ ในลักษณะเครือข่ายพันธมิตร เพื่อเน้นสนับสนุนในสาขาที่ประเทศต้องการ”

นอกจากนี้ยังมี “ทุนผู้บำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม” ซึ่งเป็นทุนที่ตั้งใจมอบให้บุตรของผู้ที่ทำประโยชน์หรือเสียสละเพื่อสังคม เพื่อให้คนกลุ่มนี้ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังและปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ตัวอย่างอาชีพที่ได้รับทุน เช่น บุตรเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า, บุตรของนักข่าว รวมถึงเคสเหตุการณ์ เช่น พยาบาลที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตขณะเดินทางไปช่วยผู้ป่วย, ผู้อำนวยการโรงเรียนผู้เสียสละชีวิตปกป้องเด็กนักเรียน, อาสาสมัครในพื้นที่ภาคใต้, พนักงานดับเพลิง หรืออาสากู้ภัย ที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่

ชุติพันธ์ อธิบายว่าทุนผู้บำเพ็ญประโยชน์ จะมีคณะกรรมการพิจารณาข้อมูลในหลากหลายแง่มุม และมีเครือข่ายระดับพื้นที่ คอยช่วยส่งข้อมูลเคสที่น่าสนใจเข้ามาให้พิจารณา ทั้งหมดนี้ชุติพันธ์ย้ำว่า มูลนิธิเอสซีจี ตระหนักดีเรื่องการจะผลักดันการศึกษาทั้งระบบต้องอาศัยเครือข่ายที่เข้มแข็ง จึงมีการทำงานเชื่อมโยงหรือประสานงานกับหน่วยงานอื่นอยู่เสมอ

เขมณัฎฐ์ พัฒนเมธาวัฒน์ Manger Scholarship and Relationship Management มูลนิธิเอสซีจี หนึ่งในทีมงานที่ดูแลนักเรียนทุน เล่าว่า สำหรับทุนการศึกษาที่มอบให้บุตรสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มูลนิธิเอสซีจี ได้มอบให้มาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบันให้ไปแล้วทั้งหมด 184 ทุน คิดเป็นงบประมาณ 17 ล้านบาท ปัจจุบันมีจำนวนนักเรียนที่อยู่ในระบบ 82 คน โดยให้ทุนต่อเนื่องตั้งแต่ระดับชั้น ม.4 จนจบปริญญาตรี สัดส่วนของเด็กเล็ก ระดับชั้น ม.3 ลงมา ปัจจุบันมี 27 คน

การมอบโอกาสทางการศึกษาของมูลนิธิเอสซีจีไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในรั้วโรงเรียนเท่านั้น แต่ได้ก้าวข้ามสู่โครงการพิเศษเพื่อเพิ่มโอกาสในการมีงานทำด้วย เขมณัฏฐ์ยกตัวอย่างเรื่องการติดตามผลผู้รับทุน ที่เมื่อพบว่าหลังจากเรียนจบ 6 เดือน เยาวชนประมาณ 70% มีงานทำ ส่วนอีก 30% ที่กำลังรองาน มูลนิธิฯ จึงได้จัดกิจกรรม "ติดอาวุธโค้งสุดท้าย" มาช่วย Upskilll ที่จำเป็น เช่น จำลองการสัมภาษณ์งาน สอนการเขียนเรซูเม่ และให้ความรู้ด้านการเงินและเทคโนโลยี เพื่อให้พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานด้วย

1.ชุติพันธ์ เสริมสวัสดิ์ศรี กรรมการและผู้จัดการ มูลนิธิเอสซีจี(ซ้าย) 2.สุทธินุช กาญจนะวณิชย์ Head of Strategic Planning and Innovation Management มูลนิธิเอสซีจี     (กลาง) 3.เขมณัฎฐ์ พัฒนเมธาวัฒน์  Manger Scholarship and Relationship Management มูลนิธิเอสซีจี (ขวา)

ทรานส์ฟอร์มด้วย AI พัฒนาคน ด้วย Self-awareness และ ปั้นทักษะ 3C

ภายใต้ความยิ่งใหญ่ของการดูแลเด็กนักเรียนทุนหลายร้อยชีวิต ภาพลักษณ์ของมูลนิธิเอสซีจียุคใหม่ถูกขับเคลื่อนด้วยความคล่องตัวจากทีมงาน 18 คน เคล็ดลับสำคัญคือการนำเทคโนโลยี AI ทั้งระบบตรวจเอกสารออนไลน์ และแชตบ็อทที่เข้ามาช่วยตอบคำถามน้องนักเรียนทุน

สุทธินุช กาญจนะวณิชย์ Head of Strategic Planning and Innovation Management มูลนิธิเอสซีจี ย้ำว่าการทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อลดบทบาทของคน แต่เพื่อคืนเวลาให้ทีมทำงานได้โฟกัสกับการรับฟัง เข้าใจปัญหา และคิดค้นโครงการใหม่เพื่อพัฒนาศักยภาพเด็กได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น

“มูลนิธิฯ ได้ปรับเปลี่ยนระบบจากการเก็บเอกสารกระดาษมาเป็นระบบออนไลน์ และนำเทคโนโลยี AI (OCR) มาใช้ในการตรวจเอกสาร รวมถึงใช้ Bot มาช่วยตอบคำถาม เพื่อลดภาระงานเอกสารและคืนเวลาให้คนทำงานได้มีเวลาไปพูดคุยทำความเข้าใจเด็กมากขึ้น”

เมื่อถามถึงความท้าทายใหญ่ที่สุดที่มองเห็นในยุค AI สุทธินุช ยกให้การศึกษาที่ต้องปรับตัวให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่แค่การเลือกสาขาวิชา แต่รวมถึงทักษะที่ตอบโจทย์การอยู่รอด มูลนิธิฯ จึงมุ่งเน้นส่งเสริม Soft Skills ที่สำคัญ คือ ทักษะ 3C ได้แก่ Collaboration (การทำงานร่วมกัน), Creativity (ความคิดสร้างสรรค์) และ Communication (การสื่อสาร) โดยมี Self-awareness หรือการรู้จักและเข้าใจตัวเองเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ เพราะเมื่อเด็กรู้ว่าตัวเองถนัดอะไร มีคุณค่าอย่างไร และอยากเติบโตไปในทิศทางไหน ก็จะสามารถพัฒนาทักษะอื่น ๆ ได้อย่างมีเป้าหมาย

ชุติพันธ์ เสริมสวัสดิ์ศรี กรรมการและผู้จัดการ มูลนิธิเอสซีจี

ที่สุดแล้ว วิสัยทัศน์ทั้งหมดสะท้อนว่ามูลนิธิเอสซีจีไม่ใช่แค่ผู้มอบเงินทุน แต่คือองค์กรนักคิดนักปฏิบัติ ที่ใช้ความรู้ เทคโนโลยี และการประสานความร่วมมือ ในการพัฒนาศักยภาพคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่การช่วยให้พวกเขารู้จักตัวเอง พัฒนาทักษะที่จำเป็น และพร้อมเติบโตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้และการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน

 

ข่าวล่าสุด