การเดินครั้งนี้ยังเชื่อมโยงกับสองวันสำคัญ คือ วันวิสาขบูชาและวันสิ่งแวดล้อมโลก เป็นการนำหลักธรรมมาผสานกับการดูแลรักษาธรรมชาติ และสรรพชีวิตทั้งมวลบนโลก ทั้งนี้เมื่ออาตมาเคยสัมผัสกับแม่น้ำกกมาก่อน และได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติอย่างชัดเจน หากปล่อยให้ธรรมชาติทำงานตามกลไกของมัน ธรรมชาติก็สามารถดำรงอยู่ได้อย่างสมดุล แต่เมื่อมนุษย์เข้าไปแทรกแซงมากเกินไป ปัญหาก็เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัจเจกชน ชุมชน ภาคธุรกิจ หรือแม้แต่ภาครัฐ มุ่งมองแต่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยลืมไปว่าธรรมชาติคือฐานรองรับชีวิตของมนุษย์ทั้งหมด
พระมหานิคม มหาภินิกฺขมฺโน ยังกล่าวต่อถึงวิกฤตการณ์ปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำทั้ง 5 สายว่า สถานการณ์กำลังเลวร้ายลง แม่น้ำกก รวก โขง และสาละวิน คือเส้นเลือดหล่อเลี้ยงผู้คนและอารยธรรม เมื่อแม่น้ำปนเปื้อน ผลกระทบก็จะยาวนานและส่งต่อไปถึงคนรุ่นหลัง ยิ่งปล่อยให้ปัญหาดำเนินต่อไป สารพิษก็ยิ่งสะสมในระบบนิเวศมากขึ้นทุกปี
ประชาชนจำนวนมากรับรู้ว่า มีปัญหาเกิดขึ้น แต่ยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุ ผลกระทบ แนวทางแก้ไข และผู้ที่ควรรับผิดชอบ หลายชุมชนรู้สึกว่าปัญหานี้ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ พวกเขาจะจัดการได้เพียงลำพัง ธรรมยาตราจึงเป็นโอกาสในการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความหวังให้กับผู้คน
อยากเรียกร้องให้ภาครัฐเข้ามาการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ นั่นคือกิจกรรมเหมืองแร่ ที่ขาดความรับผิดชอบในพื้นที่ต้นน้ำ การทำเหมืองจะต้องอยู่ภายใต้การควบคุม และกำกับดูแลอย่างเข้มงวด หากไม่สามารถป้องกันมลพิษได้ ก็ควรยุติหรือระงับการดำเนินงานไว้ก่อน จนกว่าจะมีมาตรการที่เหมาะสม เนื่องจากผลกระทบไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับสิ่งแวดล้อม แต่กระทบต่อการท่องเที่ยว สุขภาพ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ ขณะนี้เข้าสู่ปีที่สองของวิกฤตแล้ว แต่ยังไม่มีแนวทางแก้ไขที่ชัดเจน
นอกจากการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุแล้ว ยังจำเป็นต้องมีมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาชุมชน ที่ได้รับผลกระทบด้วย ปัจจุบัน โดยเฉพาะในฤดูแล้ง ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถไว้วางใจแม่น้ำกก ในฐานะแหล่งน้ำที่ปลอดภัยได้อีกต่อไป
ต้องบอกว่า การตอบสนองของภาครัฐยังค่อนข้างล่าช้า ทั้งที่แม่น้ำเป็นเรื่องของความมั่นคง เพราะเกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต การเกษตร และเศรษฐกิจของผู้คนจำนวนมาก หากแม่น้ำกกถูกทำลาย ก็ย่อมส่งผลต่อความมั่นคงของทั้งภูมิภาค
ต้นตอของปัญหาอยู่ในต่างประเทศ ดังนั้นความร่วมมือระหว่างประเทศ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง แม้ชาวบ้านบางส่วนจะรู้สึกว่า ปัญหานี้ยากเกินจะแก้ไข แต่ในความเป็นจริงยังมีกลไกความร่วมมือระหว่างรัฐอยู่ ทั้งในระดับการทูต กระทรวง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ภาระส่วนใหญ่ ยังตกอยู่กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งที่ปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ จากทุกภาคส่วนของรัฐอย่างจริงจัง