3 ข้อจำกัดฉุดรั้งระบบดูแลผู้สูงอายุไทย
รายงานระบุว่า ระบบที่อยู่อาศัยเพื่อผู้สูงอายุในไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายและข้อจำกัดสำคัญ 3 ด้าน ประกอบด้วย
1.ข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ: หน่วยบริการส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในจังหวัดหัวเมืองหลัก ส่วนจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงและไม่ได้ทำงานในเมืองกลับมีหน่วยบริการรองรับน้อยมาก ที่สำคัญคือ กลุ่มผู้สูงอายุรายได้น้อย ยังไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในระบบนี้ได้เนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง
2.ข้อจำกัดด้านจิตใจและสังคม (Psychosocial): การย้ายเข้าที่อยู่อาศัยใหม่อาจทำให้ผู้สูงอายุขาดปฏิสัมพันธ์กับคนต่างวัย ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตในระยะยาว และการออกแบบที่เน้นความปลอดภัยมากเกินไป อาจสร้างบรรยากาศคล้ายสถานพยาบาล จนทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกสูญเสียความเป็นอิสระในชีวิต
3.การขาดแคลนระบบรองรับในชุมชน: แม้ภาครัฐจะพยายามผลักดันแนวคิด "การสูงวัยในถิ่นที่อยู่" (Aging in Place) เพื่อให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตในชุมชนเดิมได้ แต่มาตรการสนับสนุนและระบบเครือข่ายดูแลในระดับท้องถิ่นยังไม่ครอบคลุม
ทางออก: โมเดลต่างประเทศ และการขับเคลื่อนสัญชาติไทย
บทความสภาพัฒน์ฯ ระบุว่า หากมองไปที่ต่างประเทศ มีการปรับตัวรับมือเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ เช่น ฝรั่งเศส ใช้ระบบครอบครัวอุปถัมภ์, เนเธอร์แลนด์ เปิดให้เตียงพักแก่นักศึกษา เพื่อเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกับผู้สูงอายุ และเยอรมนี ที่มีบ้านพบปะหลายช่วงวัย เพื่อลดความโดดเดี่ยว
สำหรับประเทศไทย เริ่มมีการตื่นตัวผ่านโมเดลต้นแบบ เช่น "ลำสนธิโมเดล" จังหวัดลพบุรี ที่พัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุในชุมชนผ่านความร่วมมือของภาคส่วนต่างๆ
รวมถึงวิสาหกิจเพื่อสังคม เช่น บริการรับส่งผู้สูงอายุ (Joy Ride) และบริการดูแลผู้สูงอายุระยะท้ายที่บ้าน (เยือนเย็น)
ทั้งนี้ สภาพัฒน์ฯ ได้เสนอแนวทางเร่งด่วนในการแก้ปัญหา 3 ด้าน คือ
1.ส่งเสริมที่อยู่อาศัยที่หลากหลาย โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีและสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่ภาคเอกชนที่เข้ามาช่วยพัฒนา
2.พัฒนาเครือข่ายดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ให้ครอบคลุมทุกมิติสุขภาวะ
3.สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ให้เข้ามาเป็นตัวกลางในการบริหารจัดการระบบที่อยู่อาศัยคนต่างวัย เพื่อสร้างความยั่งยืนในระยะยาว
#บ้านพักคนชรา #สังคมสูงวัยระดับสุดยอด #สภาพัฒน์ #บ้านบางแค #ผู้สูงอายุ #SuperAgedSociety #คุณภาพชีวิต #วิกฤตสังคมไทย