จุดที่น่าสนใจที่สุดของพรุลานควาย ไม่ใช่แค่จำนวนนกหรือชนิดของปลา แต่คือ "การจัดการ" โดยชุมชนผ่านสิ่งที่เรียกว่า "ฮูกุมปากัต" (Hukum Pakat) หรือข้อตกลงร่วมกันของจารีตท้องถิ่น ชาวบ้านที่นี่แบ่งสัดส่วนการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเป็นระบบโดยไม่ต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐมาชี้นิ้วสั่ง เก็บไว้เพื่อการอนุรักษ์และรักษาสมดุลนิเวศ แหล่งน้ำดิบและพื้นที่ทำประมงพื้นบ้าน สำหรับกสิกรรม เลี้ยงปากท้อง พื้นที่เลี้ยงสัตว์ (อันเป็นที่มาของชื่อ "พรุลานควาย")
การจัดการแบบ "กินได้-อยู่ได้-รักษาสิ่งแวดล้อมได้" นี้เองที่ทำให้ สมาคมลุ่มน้ำสายบุรี พยายามขับเคลื่อนโครงการอนุรักษ์ในระยะที่ 2 ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เพื่อสร้าง "ธรรมนูญชุมชน" ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกับการลงพื้นที่ของเลขาธิการ ศอ.บต. กลุ่มชาวบ้านตำบลน้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง พร้อมด้วยนายก อบต.น้ำดำ ได้รวมตัวกันยื่นหนังสือคัดค้านโครงการระบายน้ำจากเทศบาลนครยะลา ที่มีแผนจะผันน้ำเข้ามาพักในพรุลานควายก่อนระบายลงแม่น้ำสายบุรี
ชาวบ้านแสดงความกังวลอย่างหนักว่า "น้ำเสีย" หรือปริมาณน้ำที่มากเกินความจำเป็นจากเขตเมือง จะเข้าไปทำลายสมดุลของ "ฮูกุมปากัต" ที่พวกเขารักษามาหลายชั่วอายุคน รวมถึงส่งผลกระทบต่อปลาและพื้นที่เกษตรกรรม
"การระบายน้ำเข้าสู่พื้นที่พรุอาจทำให้สมดุลของระบบนิเวศเปลี่ยนแปลง วิถีชีวิตเดิมของคนในพื้นที่อาจพังทลายลง" คือเสียงสะท้อนจากเวทีหารือ ณ อบต.น้ำดำ
ต่อประเด็นความขัดแย้งนี้ นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการ ศอ.บต. ให้สัมภาษณ์ด้วยท่าทีที่ชัดเจนและโอนอ่อนตามความต้องการของชุมชน โดยย้ำว่าโครงการใดๆ ที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่เปราะบางเช่นนี้ "ความยินยอม" คือบรรทัดฐานแรก
"พรุลานควายเป็นพื้นที่อ่อนไหว... การจะยกระดับเป็น Ramsar Site หรือโครงการใดๆ ต้องผ่านความเห็นชอบจากคนในพื้นที่เป็นสำคัญ ผมต้องการหลักฐานเชิงประจักษ์ว่าประชาชนในพื้นที่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเอาด้วย แล้วหลังจากนั้นถึงจะเดินได้... จะทำอะไรก็ได้ แต่เจ้าของพื้นที่ต้องเห็นชอบด้วย"
คำกล่าวของเลขาธิการ ศอ.บต. สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านแนวทางการบริหารจัดการในพื้นที่ชายแดนใต้ จากเดิมที่เน้นการสั่งการจากบนลงล่าง มาสู่การรับฟังเสียงข้างล่างขึ้นบน มากขึ้น
ภารกิจผลักดันพรุลานควายสู่ระดับสากล ไม่ใช่แค่การชูธง "อนุรักษ์" เพื่อเอาโล่หรือชื่อเสียงในระดับโลก แต่มันคือการรักษา "ความมั่นคงทางอาหาร" และ "จิตวิญญาณลุ่มน้ำ" ของคนนับหมื่นในปัตตานีและยะลา
การทำประชามติและการกำหนดธรรมนูญชุมชนที่ชัดเจน จึงไม่ใช่เพียงแค่ขั้นตอนทางกฎหมาย แต่เป็น "ทางรอดเดียว" ที่จะทำให้พรุลานควายยังคงเป็นลานควายของชาวบ้าน และเป็นมรดกโลกที่ยั่งยืนสืบไป