กรมการศาสนา เปิดบันทึกจาริกพุทธภูมิ 2569 ตามรอยบาทพระศาสดา
19 มี.ค. 2569
กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เปิดบันทึกจาริกพุทธภูมิ 2569 ตามรอยบาทพระศาสดา ณ แผ่นดินกำเนิด เติมเต็ม “บุญตา บุญหู บุญใจ”
ข่าว
19 มี.ค. 2569
กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม เปิดบันทึกจาริกพุทธภูมิ 2569 ตามรอยบาทพระศาสดา ณ แผ่นดินกำเนิด เติมเต็ม “บุญตา บุญหู บุญใจ”
19 มีนาคม 2569 กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม โดยกองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ได้ดำเนินงาน จาริกพุทธภูมิ 2569 แสวงบุญ อินเดีย เนปาล “โครงการส่งเสริมพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ประเทศอินเดีย–เนปาล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569” เพื่อเปิดโอกาสให้พระสงฆ์จากทั่วประเทศ และพุทธศาสนิกชนเครือข่ายที่บำเพ็ญตนเป็นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม และเป็นผู้อุปถัมภ์บำรุงส่งเสริมกิจการพระพุทธศาสนา รวมทั้งหมด 3 รุ่น จำนวนกว่า 200 รูป/คน ได้เดินทางไปประกอบศาสนกิจ ตามรอยธรรม และศึกษาพุทธประวัติจากสถานที่จริงในดินแดนพุทธภูมิ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนมีนาคม 2569
ประกอบด้วยพระสงฆ์และเครือข่ายพุทธศาสนิกชน ที่ทำงานด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา อาทิ พระธรรมวิทยากร พระสงฆ์ประจำศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ครูพระสอนศีลธรรม ตลอดจนผู้ที่อุทิศตนทำประโยชน์แก่พระพุทธศาสนา เพื่อให้บุคลากรเหล่านี้สามารถนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปต่อยอดในการสอน การอบรม และการเผยแผ่หลักธรรมแก่ประชาชน
นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า โครงการดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้พระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนได้เรียนรู้พระธรรมจากแหล่งกำเนิดของพระพุทธศาสนาโดยตรง พร้อมทั้งซาบซึ้งในพุทธประวัติ ผ่านการจาริกไปยังสังเวชนียสถาน 4 ตำบล อันเป็นสถานที่สำคัญยิ่งของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ประกอบด้วย 1. สวนลุมพินี รัฐลุมพินี สหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของพุทธประวัติ 2. พุทธคยา เมืองคยา รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย ดินแดนแห่งการตรัสรู้ ภายใต้ร่มเงาของต้นพระศรีมหาโพธิ์ พร้อมทั้งบริเวณ เขาดงคสิริ สถานที่ที่เกี่ยวเนื่องกับการบำเพ็ญเพียรก่อนการตรัสรู้ 3. ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน หรือสารนาถ เมืองพาราณสี รัฐอุตตรประเทศ สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” อันเป็นการประกาศพระธรรมและเกิดพระรัตนตรัยขึ้นครั้งแรกในโลก 4. สาลวโนทยาน เมืองกุสินารา สถานที่ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน และเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่พระธรรมคำสอนสู่มวลมนุษยชาติ
นอกจากสังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่งแล้ว คณะผู้จาริกยังได้ไปเยือนสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาอื่น ๆ ในดินแดนพุทธภูมิ เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์และร่องรอยแห่งพระธรรมคำสอนที่ยังคงปรากฏอยู่ในพื้นที่จริง
อีกหนึ่งกลไกสำคัญที่ช่วยสนับสนุนการเดินทางจาริกแสวงบุญในดินแดนพุทธภูมิ คือ ศูนย์อำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ซึ่งอยู่ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมการศาสนา โดยกองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ร่วมกับ คณะพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย – เนปาล โดยได้มีการสนับสนุนการดำเนินงานแล้วรวมทั้งสิ้น 16 แห่ง เพื่อให้คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้รับความสะดวกในการเดินทางและประกอบศาสนกิจอย่างเหมาะสม
และในการเดินทางของคณะรุ่นที่ 2 ในปีนี้ ยังได้มีการเปิดศูนย์อำนวยความสะดวกเพิ่มเติมอีก 1 แห่ง ณ วัดไทยสะสาราม รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย นับเป็นแห่งที่ 17 ของเครือข่ายศูนย์อำนวยความสะดวกแก่ผู้แสวงบุญ โดยที่ผ่านมามีพุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาจาริกแสวงบุญ ณ ศูนย์แห่งนี้มากกว่า 60,000 รูป/คน ต่อปี
พระครูวิชัยคุณาธาร รองเจ้าคณะจังหวัดสุโขทัย ในนามผู้แทนคณะสงฆ์ที่ร่วมจาริกแสวงบุญ กล่าวด้วยความปีติว่า “...การได้เดินทางมายังประเทศอินเดีย-เนปาลในครั้งนี้ เปรียบเสมือนการได้กลับมาเยือน “แผ่นดินของพ่อ” ดินแดนที่เป็นต้นกำเนิดของพระพุทธศาสนา และเป็นโอกาสสำคัญที่พุทธศาสนิกชนจะได้เห็นสถานที่จริงที่ปรากฏอยู่ในพุทธประวัติ
ทั้งยังกล่าวขอบคุณ กรมการศาสนาและกองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ที่ดูแลและอำนวยความสะดวกแก่คณะผู้เดินทางอย่างอบอุ่น ตลอดจนพระวิทยากรที่ให้ความรู้และอธิบายความสำคัญของสถานที่ต่าง ๆ อย่างละเอียด ทำให้ผู้ร่วมคณะเข้าใจพุทธประวัติได้อย่างลึกซึ้ง
“การจาริกครั้งนี้เป็นทั้งบุญตา บุญหู และบุญใจ” บุญตา คือการได้เห็นสถานที่จริงที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธประวัติ บุญหู คือการได้ฟังคำอธิบายและเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง และบุญใจ คือความปีติที่เกิดขึ้นเมื่อได้กราบสักการะพระพุทธเจ้าในดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ เมื่อได้เห็น ได้ฟัง และได้สัมผัสบรรยากาศแห่งศรัทธาในดินแดนพุทธภูมิ ผู้ร่วมเดินทางต่างเกิดความเลื่อมใสและระลึกถึงพระพุทธคุณอย่างชัดเจน หลายคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า การได้มาเยือน ณ สถานที่ที่พระพุทธเจ้าเคยประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม และปรินิพพาน นับเป็นมงคลสูงสุดครั้งหนึ่งในชีวิต...”
อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวทิ้งท้ายว่า โครงการดังกล่าวจึงไม่เพียงเป็นการจาริกแสวงบุญเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างเครือข่ายบุคลากรด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้มีคุณภาพ สามารถนำหลักธรรมไปถ่ายทอดสู่สังคม อบรมประชาชนให้มีคุณธรรมจริยธรรม และร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็ง สงบสุข และยั่งยืน
การจาริกสู่แดนพุทธภูมิในครั้งนี้ นับเป็นการเดินทางตามรอยพุทธประวัติ และเดินทางกลับไปสู่หัวใจของพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง ที่ยังคงส่องแสงนำทางชีวิตด้วยสายธารศรัทธาของผู้คนตราบจนทุกวันนี้
