ไฮไลท์ที่ถูกกล่าวขานถึงมากที่สุด คือถ้อยคำเปิดใจของเลขาธิการ ศอ.บต. ที่เลือกใช้ความจริงใจเป็นสะพานเชื่อมช่องว่างระหว่างรัฐกับชาวไทยเชื้อสายจีน นายปิยะศิริระบุว่า ตนเองมางานลักษณะนี้ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 จากแผนงานทั้งหมด 10 งาน และประกาศตัวอย่างภาคภูมิใจว่าเป็น "ลูกครึ่ง" ที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขจากซัวเถา
"อากงผมแซ่แต้ อาม่าแซ่อึ้ง ผมมีความผูกพันและรู้มาตลอดว่าที่ผ่านมา ศอ.บต. อาศัยกิจกรรมของคนไทยเชื้อสายจีนในการขับเคลื่อนภาคใต้ และคาดว่าอีกร้อยปีเราก็ยังต้องทำแบบนี้ แม้ผมจะพูดจีนไม่เก่งเท่าลูกชายที่พูดได้ปร๋อ แต่ผมฟังรู้เรื่อง และดีใจที่ได้เห็นอากง อาม่า พี่น้องทุกคนมีความสุข" การดึงเอา "ต้นทุนทางวัฒนธรรม" มาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารของแม่ทัพฝ่ายพลเรือนครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งในการลดช่องว่างและสร้างความไว้วางใจ โดยเฉพาะการย้ำว่าประชาชนมี "ลูกหลาน" นั่งอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการ ศอ.บต. ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการพื้นที่
เส้นทางของงานสานสัมพันธ์ในปี 2569 นี้ ถูกวางไว้อย่างเป็นระบบ เริ่มต้นคิกออฟครั้งแรกที่ภัตตาคารลอนตอน ปัตตานี เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนจะไล่เรียงมายังยะลา สุไหงโก-ลก และมีกำหนดการต่อเนื่องไปยังอำเภอเบตง ณ โรงแรมจงฝามูลนิธิ ในวันที่ 1 มีนาคม รวมถึงปิดท้ายที่นราธิวาส (4 มีนาคม) และศาลเจ้าจ่ายเฮงเกียง อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี (5 มีนาคม) ตามลำดับ
การกระจายตัวของงานไปยังอำเภอที่เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสะท้อนให้เห็นว่า ศอ.บต. พยายามเข้าถึงทุกกลุ่มก้อนของคนไทยเชื้อสายจีน ไม่ใช่เพียงแค่ในเมืองใหญ่ แต่รวมถึงพื้นที่ห่างไกลและพื้นที่ประวัติศาสตร์
ปรากฏการณ์ "ชุดแดง" ที่สะพรั่งไปทั่วทุกพื้นที่จัดงาน คือประจักษ์พยานว่าท่ามกลางความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ แต่ความเข้มแข็งทางวัฒนธรรมจีนคือ "กาวใจ" ที่ช่วยยึดโยงผู้คนเข้าไว้ด้วยกัน การใช้เทศกาลตรุษจีนเป็นสื่อกลางไม่ใช่เพียงการสืบสานประเพณี แต่คือการตอกย้ำว่า "พหุวัฒนธรรม" คือพลังที่แท้จริงในการสร้างสันติสุขให้กลับคืนสู่พื้นที่อย่างยั่งยืน
ดังคำทิ้งท้ายที่เปี่ยมไปด้วยความหวังของเลขาธิการ ศอ.บต. ที่มุ่งหวังให้รอยยิ้มแห่งมิตรภาพนี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาพื้นที่ไปพร้อม ๆ กันในทุกมิติ