นายสิริโรจน์ บอกอีกว่า ส่วนความยากนั้น เนื่องจากยังไม่รู้ว่าโครงลิฟท์หักหรือไม่ ถ้าเปิดโพรงมาแล้วมีโพรงก็อาจจะมีข่าวดีที่จะเจอ ดังนั้นยังตอบไม่ได้จะต้องขอเปิดพื้นที่ดูก่อน เพราะที่ผ่านมามีการเทียบกับผังไว้แล้วว่า ขุดเจาะตรงไหนแล้วจะมีผู้สูญหาย แต่ตอนนี้ยังไปไม่ถึง ซึ่งหลังจากนี้จะมุ่งการทำงานไปที่ข้างหลังโซน B และ C
ส่วนกรณีที่มีพื้นทรุด บริเวณโซน B จะมีผลกับการทำงานของรถแบคโฮ 120 ตันหรือไม่นั้น นายสิริโรจน์ บอกว่า ก่อนหน้านี้พื้นทรุดรถแบคโฮลงไปนิดหนึ่งก็นำขึ้นมาได้แล้ว และตอนนี้ทำลายพื้นเรียบร้อยแล้วนำคอนกรีตไปถมให้เป็นถนนแล้ว ดังนั้นการทำงานไม่มีปัญหาแน่นอน
ซึ่งรถแบคโฮ 120 ตัน จะจอดทำงานจากบนพื้นเท่านั้น เพราะเวลาเอียง จะทำงานไม่ได้ แล้วจะใช้แขนขนาด 30 เมตรในการตักขุดเจาะ ทั้งนี้หากเปรียบเทียบการทำงานในพื้นที่ของอาคารถล่ม จากเดิมที่มีรถแบคโฮที่ใหญ่ที่สุดทำงานได้ 500 ตารางเมตร แต่ตัวที่เอามา 120 ตันนั้น รื้อถอนได้ 2,000 ตารางเมตร ก็จะทำงานได้ 3 เท่าจากแบคโฮที่มี ทำให้การทำงานเร็วขึ้น
"ปกติงานรื้อถอนของผม คือการเอาเหล็กออกจากปูน แต่ครั้งนี้เป็นการเอาปูนออกจากคน ดังนั้นการทำงานจะต้องให้เกียรติร่างผู้เสียชีวิต จึงจะใช้รถแบคโฮ 90% และช่วงพักก็จะใช้ทีมค้นหาปูพรมค้นหา และเมื่อมีการปรับโหมดจากวิ่ง 100 เมตรเป็นวิ่งมาราธอนตามที่ผู้ว่าฯ ชัชชาติ บอก จึงต้องสลับเครื่องจักรไปทำงาน ซึ่งมีมากกว่า 30 ตัว"
สำหรับรถแบคโฮขนาด 120 ตันคันนี้ รุ่น SK1000 บริษัทปิยะมิตร กรุ๊ป จำกัด นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น และมาใช้งานในประเทศไทยได้ 3 เดือน และตอนนำเข้ามารถมีลายสีชมพู ผู้บริหารบริษัทปิยะมิตรฯ บอกว่า ทำให้เขาจึงนึกถึง "จอมมารบู" ที่เป็นจอมทำลายล้าง ในการ์ตูน "ดราก้อนบอล" เลยนำสติ๊กเกอร์ "จอมมารบู" มาติด เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ของรถแบคโฮคันนี้ และบ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการทำงานรื้อถอนของรถแบคโฮคันนี้ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ รถแบคโฮขนาด 120 ตันคันดังกล่าว อยู่ระหว่างสร้างอาคารแห่งหนึ่ง ต่อมา มีการขอให้มาช่วยรื้อถอนซากตึก สตง. กระทั่ง วันนี้แบคโฮยักษ์คันนี้ ได้มาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ เพื่อสนับสนุนการรื้อถอน และเปิดพื้นที่ เพื่อค้นหาผู้สูญหาย ที่ติดอยู่ใต้ซากตึก สตง.